ศุภวุฒิ เตือนไทยเข้าสู่ ไฟต์บังคับสังคมสูงวัย จี้เปลี่ยนผ่านสู่ Longevity Economy
อัปเดตเมื่อ: 5 สิงหาคม 2569 เวลา 17:54อ่าน 3 นาที

ศุภวุฒิ ชี้ ‘สังคมสูงวัย’ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย ดัน Wellness-Longevity Economy เครื่องยนต์ใหม่ ชู 4 ทางรอดสู่ฮับสุขภาพโลก นายศุภวุฒิ สายเชื้อ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเสวนาหัวข้อ “Longevity Economy : โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนา “MATICHON EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY”
เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย ซึ่งเครือมติชนจัดขึ้นที่ The Crystal Box อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 19 ว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสาธารณสุข แต่เป็น “ไฟต์บังคับ”
ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต หากไม่เร่งปรับตัว ภาระด้านการคลังและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายศุภวุฒิ กล่าวบนเวทีว่า
จำนวนผู้สูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.7 ล้านคนเมื่อปี 2543 เป็นกว่า 14.5 ล้านคนในปัจจุบัน และจะเพิ่มเป็นราว 20 ล้านคนในอีก 15 ปีข้างหน้า ขณะที่อายุเฉลี่ยของประชากรเพิ่มจากไม่ถึง 30
สถานการณ์ล่าสุด
ปี เป็น 41.2 ปี และมีแนวโน้มแตะ 46.5 ปีในช่วงเวลาเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง จำนวนประชากรไทยเริ่มลดลงแล้ว และอาจเหลือเพียงประมาณ 64 ล้านคนในปี 2583
ขณะที่สัดส่วนแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลงอย่างต่อเนื่อง จากกว่า 7 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน เหลือประมาณ 3.5 คนในปัจจุบัน และอาจลดลงเหลือเพียง 1.8 คนในปี 2593
ส่งผลให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุและค่าใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันงบประมาณด้านสาธารณสุขของภาครัฐขยายตัวเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ
มุมมองและผลกระทบ
โดยงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มเฉลี่ยปีละประมาณ 6% ขณะที่สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี สะท้อนว่าหากคนไทยยังมีสุขภาพไม่ดี
ประเทศจะต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ นายศุภวุฒิมองว่า โมเดลเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาภาคการผลิตไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนหลักได้อีกต่อไป หลังการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
ทวีความรุนแรง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตชะลอลง ขณะที่ภาครัฐต้องใช้นโยบายการคลังประคองเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
คือภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การแพทย์ และธุรกิจสุขภาพ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ Longevity Economy” ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวกลับมามีสัดส่วนราว 18.3% ของ GDP
หลังฟื้นตัวจากโควิด-19 ขณะที่มูลค่า Wellness Economy ของไทยอยู่ที่ประมาณ 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 7.6% ของ GDP และหากรวมกับภาคการท่องเที่ยว จะมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 30% ของ
GDP โดยมีศักยภาพขยายเป็น 35-40% ได้ หากไทยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งภูมิอากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน ธรรมชาติ อาหารไทย คุณภาพบริการ
และอัธยาศัยของคนไทย ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลกได้ แต่ไทยต้องเปลี่ยนจากการขาย…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ข่าวสด



