อย.ขึ้นทะเบียนวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ – Botulinum Antitoxin หนุนไทยสู่ศูนย์กลางวัคซีนอาเซียน
อัปเดตเมื่อ: 25 สิงหาคม 2569 เวลา 11:47อ่าน 3 นาที

ไทยก้าวสู่อีกขั้นด้านความมั่นคงวัคซีน อย. ขึ้นทะเบียนวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ – Botulinum Antitoxin หนุนไทยสู่ศูนย์กลางวัคซีนอาเซียน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 09.45 น. ณ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์แสดงผลสัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตวัคซีนของประเทศไทย
รายละเอียดเพิ่มเติม
ภายใต้การดำเนินงานเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า
นายกรัฐมนตรีได้รับฟังวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนความสำเร็จก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตวัคซีนและชีววัตถุ
เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านวัคซีนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ 1.) โครงการความร่วมมือรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) ชนิด 9 สายพันธุ์
สถานการณ์ล่าสุด
ได้รับทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และ 2.) โครงการวิจัย พัฒนาผลิตผลิตภัณฑ์ Botulinum Antitoxin
ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้รับทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สำหรับวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์
สถาบันวัคซีนแห่งชาติขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัท INNOVAX ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต (ปี 2567-2569) โดยบริษัทได้จัดส่งวัคซีน HPV 2 สายพันธุ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี
มุมมองและผลกระทบ
2566 ในปริมาณ 800,000 โดสต่อปี ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถจัดหาวัคซีนสำหรับเด็กที่มีสิทธิแต่ยังไม่ได้รับวัคซีนได้ครอบคลุม 3 ปีการศึกษา หรือประมาณ 1.2 ล้านคน ขณะที่เซรุ่มโบทูลินัม (TRCS
BOTULINUM ANTITOXIN) ได้ร่วมกับสถานเสาวภา สภากาชาดไทย พัฒนาจนผลิตชนิด Bivalent (AB) ได้เองเป็นครั้งแรกของไทยและอาเซียน ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า
เพิ่มความพร้อมรองรับภาวะฉุกเฉินและเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์สำรอง Botulinum Antitoxin ระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิกอาเซียนและภูมิภาคใกล้เคียงในอนาคต
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมบูธสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยบริหารจัดการทุนของประเทศ (Program Management Unit: PMU) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ตั้งแต่ปี 2565 มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนและชีววัตถุสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต
เพื่อสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีน ให้ประเทศไทยมีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชาชนทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน
สอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางความมั่นคงด้านวัคซีนของอาเซียน
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



