ไทยยูเนี่ยนปลื้ม GPM ไตรมาส2/69ทำนิวไฮทะลุ 21.4%
อัปเดตเมื่อ: 3 สิงหาคม 2569 เวลา 14:29อ่าน 3 นาที

ไทยยูเนี่ยนปลื้ม GPM ไตรมาสสองทำนิวไฮทะลุ 21.4% พร้อมไฟเขียวจ่ายปันผล 0.40 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.3%ด้านอัตราส่วน D/E ปรับตัวลดลง ตอกย้ำสถานะการเงินแข็งแกร่ง 3 ส.ค. 2569 –
ประเด็นสำคัญ
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่ารายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ในระดับแข็งแกร่ง
พร้อมทำอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% สูงกว่ากรอบเป้าหมายปี 2569 และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ของบริษัท ขณะที่เงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 14.3% อยู่ที่ 0.40
รายละเอียดเพิ่มเติม
บาท นับเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ระหว่างกาลที่ 3.4% กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 3.5% เป็น 0.33 บาทต่อหุ้น
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.15 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน การบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และฐานะทางการเงินที่มั่นคง ยอดขายในไตรมาส 2
เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 33,845 ล้านบาท นับเป็นการเติบโตของยอดขายต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10
สถานการณ์ล่าสุด
สะท้อนความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2
ตอกย้ำว่ากลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยนกำลังสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573
ปริมาณการขายที่เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 รวมถึงเงินปันผลต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 14%
มุมมองและผลกระทบ
ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการส่งมอบผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง เราจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีผลกำไร
พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”นายธีรพงศ์กล่าว อัตรากำไรขั้นต้นซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย
การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,238 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12.6%
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เป็น 2,150 ล้านบาท โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient) ยอดขายเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 16,853 ล้านบาท และปริมาณการขายเติบโต 4.4%
จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (Private Label) สำหรับผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนบรรจุกระป๋อง รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายตามฤดูกาลในยุโรป
ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรลบรรจุกระป๋องเติบโตจากกระแสความนิยมในตลาด โดยการบริโภคปลาซาร์ดีนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 13% และปลาแมคเคอเรลเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2568
เนื่องด้วยกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาแหล่งโปร…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



