วิกฤตสภาพคล่องใต้เงาGDPเวียดนาม ความเสี่ยงช่องว่างสินเชื่อ2.56ล้านล้าน
อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:23อ่าน 3 นาที

วิกฤตสภาพคล่องใต้เงาGDPเวียดนาม ความเสี่ยงช่องว่างสินเชื่อ2.56ล้านล้าน ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ระบุในรายงานที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่า ในช่วงปี 2021-2025
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ปริมาณสินเชื่อของธนาคารอยู่สูงกว่าปริมาณเงินฝากอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันช่องว่างดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.56 ล้านล้านบาท
พร้อมเตือนว่าความไม่สมดุลนี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยข้อมูลดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยถึงเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ ในสายตาโลก
รายละเอียดเพิ่มเติม
เวียดนามได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตใหม่ของโลก หลังจากที่สหรัฐปิดล้อมจีนทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายชาติต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีน แม้จะมีค่าจ้างถูก
รุ่มรวยด้วยวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ และมีแรงงานที่ขยันขันแข็ง เวียดนามจึงก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในฐานการลงทุนใหม่ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นี้
เป็นดาวดวงเด่นที่มีความพร้อมทั้งในแง่ที่มีการทำความตกลงการค้าเสรีมากมาย จนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามเติบโตอย่างร้อนแรงเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ก้าวกระโดดจากเพียง 2.56%
สถานการณ์ล่าสุด
ในปี 2021 มาเป็น 8.02% ในปี 2025 ถือเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในอาเซียนในปัจจุบัน ประกอบกับการที่เวียดนามวางตัวเป็นหนึ่งในโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก
ทำให้เกิดการทะลักเข้ามาของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งสอดรับกับการขยายตัวของโรงงานและอุตสาหกรรมต่างๆ มากมายในเวลาเพียงไม่กี่ปีมานี้่ข้อมูล “ช่องว่างสินเชื่อ”
ที่มีขนาดใหญ่โตถึง 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ดังกล่าว ซึ่งคิดเป็นเกือบ 18-20% ของ GDP ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้ง่ายเช่นกัน ข้อมูลทางการของ SBV ระบุว่า ยอดปล่อยสินเชื่อ (Credit)
มุมมองและผลกระทบ
ขยายตัวแซงหน้ายอดเงินฝาก (Deposits) อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2021 ปรากฎการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิด “ช่องว่างสภาพคล่องเชิงโครงสร้าง” แม้ถ้อยคำดูคล้ายน่ากลัว
แต่ในความเป็นจริงเวียดนามยังห่างไกลจากวิกฤตการเงินอย่างการที่รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายหนี้ และเวียดนามก็ไม่ได้กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะ แต่เป็นเรื่องความเปราะบางภายในระบบธนาคาร
ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในวงกว้างได้ หากการขยายการให้สินเชื่ออย่างรวดเร็วดังกล่าว ไม่มีฐานเงินทุนที่มั่นคงมารองรับ “ความตึงเครียดเชิงระบบ”
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ที่เกิดขึ้นในประเทศที่ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นผลมาจากความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างความทะเยอทะยานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงให้พุ่งขึ้นในระดับเดียวกันหรือมากกว่าอย่างต่อเนื่อง
กับข้อจำกัดของระบบการเงินในการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามมา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง โครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามจึงพึ่งพาโมเดล
“สินเชื่อนำการเติบโต” ประกอบกับการตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้ที่ระด…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



