เบื้องหลังยอดขาย EV โตเกือบเท่าตัว ‘ส.อ.ท.’ เผยรถนำเข้าทะลัก 62% ห่วงฐานผลิตไทยตามไม่ทัน จี้รัฐ ‘เร่งรื้อ’ โครงสร้างภาษีสรรพสามิต
อัปเดตเมื่อ: 25 สิงหาคม 2569 เวลา 17:24อ่าน 3 นาที

ส.อ.ท. เผยยอดขายรถยนต์ 7 เดือน โต 15.39% รับกระแส EV พุ่ง 1.25 แสนคัน หวั่นนำเข้าผลิตไม่ทัน หลังยอดนำเข้าพุ่ง 62.58% ห่วงรถกระบะทรุดหนัก ยอดขายวูบ 60% หลังสินเชื่อเข้ม
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
จี้รัฐปรับโครงสร้างภาษีเป็นธรรม วันที่ 25 ส.ค. 69 สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมด้วยสุรพงษ์
ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยยอดการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ เดือนกรกฎาคม
รายละเอียดเพิ่มเติม
ว่า การผลิตรถยนต์ 7 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 834,595 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.09% ขณะที่ยอดขายสะสมอยู่ที่ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39%
สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือยอดขายรถยนต์นั่งแบบแบตเตอรี่ (BEV) ช่วง 7 เดือนแรกอยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้นถึง
97.39% แต่ผลิตในประเทศเพียง 46,924 คัน หรือ 37.42% ของยอดขาย ขณะที่ 62.58% เป็นรถนำเข้า ขณะที่ ตลาดรถกระบะยังอยู่ในภาวะน่าห่วง โดยยอดขายรถกระบะ 1 ตันเดือน ก.ค. อยู่ที่ 5,084 คัน
สถานการณ์ล่าสุด
ลดลง 16.22% ส่วนยอดขายสะสม 7 เดือนอยู่ที่ 37,369 คัน ลดลง 17.38% จากปีก่อน ยอดขายกระบะร่วงหนัก 60% สาเหตุสำคัญยังคงมาจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ
จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส โดยจีดีพีไตรมาส 2 ปีนี้โตเพียง 1.9% “ที่น่ากังวลใจมากคือ ยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคัน
จากที่เคยขายเดือนสามหมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงิน ซึ่งรถกระบะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของไทย และมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90%” ที่สำคัญ
มุมมองและผลกระทบ
รถกระบะเป็นโปรดักแชมเปี้ยนของประเทศไทยที่ย้ายจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อส่งออกไปกว่า120 ประเทศ และเพื่อขาย ในประเทศ
เมื่อยอดผลิตลดลงถึงสองในสาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อนจนผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการไปหรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่นจน วอนรัฐรื้อ
‘โครงสร้างภาษีสรรพสามิต’ ทั้งนี้ กกร.เคยเสนอเมื่อสองปีก่อนให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงแต่ไม่เกินคันละห้าหมื่นบาท
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
โดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดผลิตรถกระบะให้มากขึ้นเพื่อให้แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น
มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น
รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น
เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้นย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามา…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



