มาตรการคว่ำบาตร ‘Economic D-Day’ ของทรัมป์ จะกระทบอิหร่านแค่ไหน
อัปเดตเมื่อ: 21 สิงหาคม 2569 เวลา 10:41อ่าน 3 นาที

มาตรการคว่ำบาตร ‘D-Day ทางเศรษฐกิจ’ (Economic D-Day) ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นความพยายามขั้นสูงสุดในการตัดขาดเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยการประกาศคำขู่เรื่อง
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันรุนแรง’ ต่อประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่าน ประเด็นสำคัญ มาตรการคว่ำบาตรนี้จะกระทบ ‘อิหร่าน’ มากน้อยแค่ไหน
ขีดความสามารถในการหลบเลี่ยงและการปรับตัวของอิหร่าน ‘ประเทศจีน’ กำแพงหินด่านสำคัญที่ยากจะก้าวข้าม การขาด ‘ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์’ การประกาศมาตรการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านกลยุทธ์
รายละเอียดเพิ่มเติม
(Pivot) จากการใช้กำลังทหารมาสู่การกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง หลังจากที่การโจมตีทางทหารในช่วงเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมาล้มเหลวในการบีบให้อิหร่านยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
และคลังยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ เริ่มร่อยหรอลง สหรัฐฯ จึงหันมาขับเคลื่อนมาตรการปิดกั้นทางเศรษฐกิจแบบสองทาง หรือที่เรียกว่า ‘Operation Economic Fury’
ซึ่งรวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินควบคู่กับการปิดล้อมทางทะเล เพื่อสกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ภายใต้คำขาดแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่า “หากไม่เลือกอยู่ข้างเรา
สถานการณ์ล่าสุด
ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับเรา” มาตรการคว่ำบาตรนี้จะกระทบ ‘อิหร่าน’ มากน้อยแค่ไหน ประสิทธิภาพและโอกาสสำเร็จของมาตรการนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กลไก ‘รัศมีทำลายล้างทางเศรษฐกิจ’
โดยมาตรการนี้จะใช้ความทรงอิทธิพลของ ‘เงินดอลลาร์สหรัฐ’ เป็นอาวุธในการบีบบังคับสถาบันการเงินและประเทศที่สามให้เลิกทำธุรกิจกับอิหร่าน ไมเคิล พาร์กเกอร์
อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) ประเมินว่า กลยุทธ์นี้คือการพยายาม ‘ขยายรัศมีแรงระเบิดของการคว่ำบาตร’ (Expand the Economic Blast Radius)
มุมมองและผลกระทบ
เพื่อปิดกั้นทุกธุรกรรมที่แตะต้องเงินดอลลาร์สหรัฐและเชื่อมโยงกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม พาร์กเกอร์เตือนว่า ความสำเร็จของมาตรการนี้
“จะทรงพลังเท่ากับความเต็มใจของประเทศเป้าหมายเหล่านั้นที่จะยอมปฏิบัติตามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เท่านั้น” ซึ่งนี่เป็นปัจจัยภายนอกที่อิหร่านไม่สามารถควบคุมได้เอง ขณะนี้
พันธมิตรบางประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน (ครองสัดส่วนการนำเข้าของอิหร่านกว่า 30%)
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ได้ประกาศระงับกิจกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านทั้งหมดทันทีหลังข้อพิพาทขีปนาวุธ ทว่าประเทศเป้าหมายอื่นๆ เช่น ตุรกี หรืออิรัก ยังคงเป็นตัวแปรที่น่ากังวล และยังไม่มีท่าทีตอบรับใดๆ
ขีดความสามารถในการหลบเลี่ยงและการปรับตัวของอิหร่าน โดยอิหร่านเผชิญการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามในปี 1979 จึงมีประสบการณ์สูงมากในการเอาตัวรอด
โมฮัมเหม็ด ฮัมมูดา ผู้จัดการด้านการควบคุมการส่งออกและการคว่ำบาตรของ London Stock Exchange ชี้ว่า “อิหร่านปรับตัวได้เร็วมาก” เมื่อใดที่โดนคว่ำบาตร
พวกเขาก็จะหาถนนสายใหม่เพื่อเลี่ยงมันได้เสมอ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทั่วโลกทำได้เพียงวิ่งตามไล่จับเพื่อปิดรอยรั่…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



