‘รพี’ ชี้ทางรอดตลาดหุ้นไทย ใช้แผน Dual Strategy สร้างความโปร่งใส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว
อัปเดตเมื่อ: 25 สิงหาคม 2569 เวลา 17:41อ่าน 3 นาที

ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอีกครั้งในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หลังเผชิญภาวะเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ประเด็นสำคัญ
สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET
Index) ปรับตัวลดลงเกือบ 800 จุดนับตั้งแต่ปี 2561 ในขณะที่ปี 2568 เพียงปีเดียว นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยมูลค่าสุทธิสูงกว่า 100,000 ล้านบาท
รายละเอียดเพิ่มเติม
รวมถึงสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยในประเทศยังลดลงจากร้อยละ 43 ในปี 2563 เหลือเพียงร้อยละ 32 ในปี 2567
เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและผลักดันบริษัทจดทะเบียนไทยให้เติบโตในระยะยาว ภาครัฐได้เดินหน้ายกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้นผ่านหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็น
การปราบปรามโครงสร้างบริษัทตัวแทน (Nominee company) การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลองค์กร ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล การกำกับดูแลกิจการ
สถานการณ์ล่าสุด
และการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ขานรับแนวคิดนี้ด้วยการเปิดตัวโครงการ JUMP+ ในปี 2568
เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเสริมสร้างธรรมาภิบาลและสร้างความเชื่อมั่น เพื่อดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก โดยเดือนเมษายนที่ผ่านมา
มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการ JUMP+ แล้วถึง 143 แห่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำแนวปฏิบัติระดับสากลมาใช้ ยกระดับความโปร่งใส ผสานความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ
มุมมองและผลกระทบ
พร้อมเสริมสร้างกรอบการกำกับดูแล เพื่อการเติบโตระยะยาว นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสะท้อนถึงการปรับตัวของประเทศไทยไปสู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
โดยสนับสนุนให้บริษัทที่เข้าร่วมได้ทำงานร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาและตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่ม “Big Four”
เพื่อเร่งการปรับเปลี่ยนองค์กรและสร้างรากฐานความน่าเชื่อถือที่แข็งแกร่งจากนักลงทุน ยกระดับมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนโลก
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ความท้าทายของไทยไม่ได้มีเพียงการฟื้นฟูความเชื่อมั่น แต่รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและระบบการเงินให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
ซึ่งกลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการตรวจสอบบัญชีและบริการด้านวิชาชีพ ได้แก่ Deloitte EY KPMG และ PwC ซึ่งรู้จักกันในนาม Big Four จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ปัจจุบัน บทบาทของ Big Four ได้ข้ามผ่านการเป็นเพียงผู้ตรวจสอบบัญชีตามกฎเกณฑ์ ไปสู่การเป็นสถาบันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดทุนโลก ซึ่งช่วยสนับสนุนการระดมทุน การจัดสรร
และการดูแลเงินทุนให้ปลอดภัย โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการเชื่อมโยงเข้ากับระบบการเงินโลกมากขึ้น รพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวว่า
นักลงทุนทั่วโลกมองว่า ความเชื่อมั่นเกิดจากความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูล ทั…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



