ข้ามไปยังเนื้อหา

ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์

อัปเดตเมื่อ: 3 สิงหาคม 2569 เวลา 15:14อ่าน 3 นาที

ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์
แชร์ข่าวนี้

ประเด็นร้อนแรงบนโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเวลานี้คือเรื่องราวของ Hardware Wallet ยี่ห้อ Coldcard ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘ตู้เซฟที่ปลอดภัยที่สุดของ บิตคอยน์ ’ แต่ล่าสุดกลับกำลังถูกโจรกรรมครั้งใหญ่ โดยบิตคอยน์กว่า 1,800 BTC มูลค่าราว 115 ล้านดอลลาร์ ถูกดูดออกจากกระเป๋ากว่า 5,200 ใบ ทั้งที่กระเป๋าเหล่านั้นเก็บอยู่ในอุปกรณ์ที่ไม่เคยต่ออินเทอร์เน็ต บางใบอยู่ในตู้นิรภัยธนาคารด้วยซ้ำ ประเด็นสำคัญ บั๊กที่ซ่อนอยู่ภายใต้โค้ดตั้งแต่ 5 ปีก่อน การโจมตีเปลี่ยนรูปแบบไป 4 ระลอก ฝั่งบริษัทยอมรับผิด แต่แก้ย้อนหลังไม่ได้ ผู้ใช้ควรทำอย่างไร สำนักข่าว Bloomberg เปิดเผยเรื่องราวของ โจนาธาน กูดแมน ชายชาวแคนาดาที่เก็บกุญแจบิตคอยน์ของเขาไว้ใน Coldcard ที่วางอยู่ในตู้นิรภัยธนาคาร ไม่เคยเสียบเข้าคอมพิวเตอร์ ไม่เคยเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ตรงตามตำราความปลอดภัยทุกบรรทัดที่วงการคริปโตสอนกันมาสิบกว่าปี หลังกระแสข่าวว่า Coldcard มีช่องโหว่ในอุปกรณ์รุ่นที่เขาใช้ เมื่อกูดแมนเปิดดูกระเป๋าเงินดิจิทัลของตัวเองกลับพบรายการถอนเงินต่อเนื่องภายในเวลาราว 7 นาที ทำให้บิตคอยน์ราว 18.25 BTC หรือราว 38 ล้านบาท ถูกขโมยออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นกับกูดแมนไม่ใช่การถูกแฮ็กในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ ไม่มีใครแตะอุปกรณ์ของเขา ไม่มีอีเมลฟิชชิง ไม่มีมัลแวร์ ผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร สิ่งที่พวกเขาทำคือ คำนวณกุญแจของเขาขึ้นมาใหม่จากศูนย์ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป บั๊กที่ซ่อนอยู่ภายใต้โค้ดตั้งแต่ 5 ปีก่อน ต้นตอของเรื่องคือโค้ดบรรทัดหนึ่งที่ถูกคอมมิตเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2021 และถูกส่งออกไปพร้อมเฟิร์มแวร์ Coldcard เวอร์ชัน 4.0.x ในเดือนเดียวกัน หัวใจของกระเป๋าคริปโตทุกใบคือ seed phrase หรือชุดคำภาษาอังกฤษ 12 หรือ 24 คำ ที่เป็นรากของกุญแจส่วนตัวทั้งหมด ความปลอดภัยของมันตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวคือ ชุดคำนั้นต้องสุ่มจริง มาตรฐาน BIP-39 กำหนดให้มีความสุ่ม (entropy) ที่ระดับ 128 บิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่เกินกว่าคอมพิวเตอร์ทั้งโลกรวมกันจะไล่เดาได้ แต่ตามรายงานทางวิศวกรรมของ Block Inc. บริษัทของแจ็ค ดอร์ซีย์ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบและเปิดเผยช่องโหว่นี้ ข้อผิดพลาดในการเชื่อมต่อโค้ดทำให้กระบวนการสร้าง seed ถูกส่งไปยัง ตัวสร้างเลขสุ่มเทียมแบบซอฟต์แวร์ (PRNG) แทนที่จะเป็นชิปสร้างเลขสุ่มของฮาร์ดแวร์ STM32 ตามที่ออกแบบไว้ ผลลัพธ์คือค่าที่ได้ถูกกำหนดโดยตัวแปรที่คาดเดาได้ เช่น หมายเลขประจำเครื่อง (UID) สถานะตัวจับเวลา และประวัติการเรียกใช้ก่อนหน้า ตัวเลขที่ตามมาคือหัวใจของหายนะครั้งนี้ Coinkite ยอมรับเองว่า seed ที่สร้างบนเครื่องรุ่น Mk3 มี entropy ใช้งานจริงเหลือราว 40 บิต ส่วนรุ่น Mk4, Mk5 และ Q ซึ่งมี secure element ช่วยเสริมความสุ่มบางส่วน เหลือราว 72 บิต 40 บิต หมายความว่าอะไร?

อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper

หมายความว่า จำนวนความเป็นไปได้ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านชุด ซึ่งฟังดูมหาศาลสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ นั่นคืองานที่ทำเสร็จได้…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: เดอะสแตนดาร์ด · ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง