หลุดไปได้ไง! แชตส่วนตัวคุยกับ Claude โผล่บนผลการค้นหาของ ‘กูเกิล’
อัปเดตเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 16:59อ่าน 3 นาที

หลุดไปได้ไง!
อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
แชตส่วนตัวคุยกับ Claude โผล่บนผลการค้นหาของ ‘กูเกิล’ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากบนโลกออนไลน์ หลังจากมีข่าวว่า บทสนทนากับ คล็อด (Claude) ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ จากแอนโทรปิก ไปปรากฏอยู่บนหน้าค้นหาของ “กูเกิล” และ “บิง” ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าว ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้ Reddit เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้ใช้รายดังกล่าว ระบุว่า บทสนทนาส่วนตัวของผู้ใช้คล็อด ซึ่งบางส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการแพทย์ และหมายเลขโทรศัพท์ของเด็กๆ ถูกค้นพบในการผลการค้นหาของเสิร์ชเอ็นจิ้น นับร้อยรายการ เพียงแค่พิมพ์ “site:claude.ai/share” ลงในช่องค้นหาของกูเกิล โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้คล็อด สามารถสร้างลิงก์สาธารณะที่แชร์ได้ สำหรับแชตของคล็อด (คล้ายกับที่ทำได้ใน กูเกิล ด็อก) เพื่อให้เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานเข้ามาดูได้ แต่ขณะที่กูเกิล ด็อก จะไม่ถูกจัดเก็บเข้าดัชนีสำหรับการค้นหา แต่สิ่งที่สร้างขึ้นในคล็อด กลับถูกดึงไปแสดงในเสิร์ชเอ็นจิ้น แอนโทรปิก ผู้สร้างคล็อด เผยกับ เทคครันช์ ว่า ลิงก์เหล่านี้จะกลายเป็นสาธารณะก็ต่อเมื่อมันถูกนำไปโพสต์ในจุดที่ตัวเก็บข้อมูลเว็บ (web crawlers) สามารถค้นพบได้ เช่น บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และว่า “เราให้ผู้ใช้ควบคุมการแชร์บทสนทนาคล็อดของตนเองต่อสาธารณะ และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการความเป็นส่วนตัวของเรา เราจึงไม่แชร์ไดเร็กทอรีแชต หรือ แผนผังเว็บไซต์กับเครื่องมือค้นหาอย่างกูเกิล” และว่า “ลิงก์ที่แชร์ได้เหล่านี้ไม่สามารถคาดเดาหรือค้นพบได้ เว้นแต่ว่าผู้คนจะเลือกแชร์ด้วยตนเอง เมื่อมีคนแชร์บทสนทนา พวกเขากำลังทำให้เนื้อหานั้นเข้าถึงได้โดยสาธารณะ และเช่นเดียวกับเนื้อหาเว็บสาธารณะอื่นๆ เนื้อหานั้นอาจถูกเก็บถาวรโดยบริการของบุคคลที่ 3” อย่างไรก็ตาม ทางกูเกิล ได้ชี้แจง กับ Wired ว่า บริษัทได้มอบ ระบบควบคุมที่ชัดเจน ให้กับทางแอนโทรปิก รวมถึงเจ้าของเว็บไซต์ทุกราย ในการเลือกได้ว่า จะให้หน้าเว็บถูกจัดเก็บดัชนีหรือรวบรวมข้อมูลหรือไม่ นอกจากนี้ กูเกิล ยังได้แจ้ง PCMag ว่า การจัดดัชนีน่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ใช้ได้โพสต์แชตคล็อดที่แชร์ไว้บนเว็บสาธารณะ “ทั้งกูเกิลและเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ไม่สามารถควบคุมได้ว่าหน้าใดบ้างที่จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะบนเว็บ และหน้าเว็บเหล่านี้ถูกจัดทำดัชนีในเครื่องมือค้นหาหลายแห่ง” และว่า “เราให้การควบคุมที่ชัดเจนแก่เจ้าของเว็บไซต์ในการตัดสินใจว่า หน้าเว็บสามารถถูกรวบรวมหรือจัดทำดัชนีได้หรือไม่ และเราเคารพคำสั่งนั้นเสมอ” โดยเว็บไซต์ยังสามารถใส่ “noindex meta tag” เพื่อปิดกั้นไม่ให้หน้าเว็บปรากฏในผลการค้นหาของกูเกิลได้ด้วย ขณะที่ บิง เสิร์ชเอ็นจิ้น ของไมโครซอฟท์ ระบุว่า นักพัฒนาสามารถใช้แท็กเพื่อบล็อกการจัดเก็บดัชนีได้ แต่เมื่อ Wired เข้าไปตรวจสอบแชตคล็อดที่หลุดออกมา ก็ไม่พบแท็ก “noindex” ตาม…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



