‘เอกนิติ’ เผยยอด BOI ช่วงไตรมาส 2 รวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท โต 31% จากปีก่อน
อัปเดตเมื่อ: 14 สิงหาคม 2569 เวลา 18:49อ่าน 3 นาที

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนจริงผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาส 2/2569 ที่มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริง รวมกว่า 5.3 แสนล้านบาทนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ยังสามารถเติบโตได้
จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจจะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และสถานการณ์ล่าสุดยังยืดเยื้อ นอกจากนี้
รายละเอียดเพิ่มเติม
ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเร่งผลักดันการลงทุนเพื่อให้เป็นตัวนำเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ เพราะมองว่าการลงทุนจะมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
และส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ส่วนแนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 3/2569 นั้น เชื่อว่าโครงการ Thailand FastPass
จะยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโครงการมีเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดว่าเอกชนที่ได้รับบัตร FastPass จะต้องลงทุนให้ได้ 20% ในปีแรก
สถานการณ์ล่าสุด
ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้เชื่อมั่นว่าในปี 2569 รัฐบาลจะสามารถผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก “การลงทุนขณะนี้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว โดยการเติบโตดังกล่าวต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4/2568 ที่การลงทุนภาคเอกชนโต 9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส ส่วนการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 1/2569
ขยายตัว 10% กว่า ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในไตรมาส 2 ของปีนี้ ยังต้องรอตัวเลขที่ชัดเจนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์อีกครั้ง
มุมมองและผลกระทบ
แต่เราเชื่อว่าวันนี้การลงทุนจะมีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้” เอกนิติ ระบุ สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า
การลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยเพิ่มการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ไทยได้ใน 2 ระดับ คือ ในระดับระยะสั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการเพิ่มระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่วางไว้ว่าในระยะยาวตัวเลขจีดีพีของไทยจะต้องกลับไปเติบโตที่ระดับ 3% พลัส
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจหลังจากนี้จะมาควบคู่กับการลงทุน และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการ นั่นคือการเติบโตในระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น “เศรษฐกิจในไตรมาส 2
ที่ประเมินไว้คือต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับวิกฤตจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันและพลังงาน ตรงนี้เข้ามากระทบกับเศรษฐกิจทุกประเทศ ดังนั้น
จึงไม่แปลกใจนักถ้าเรื่องท่องเที่ยวและการบริโภคจะแย่ลง ซึ่งสะท้อนจากเครื่องชี้ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการค้าในไตรมาส 2/2569 ที่ติดลบเป็นประวัติการณ์
เพราะส่วนใหญ่มาจากการขาดดุลพลังงาน ดังนั้นจึงต้องกลับมาที่ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้ว่าจะต…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



