ก.เกษตรฯ ปรับเกณฑ์จ่ายภัยพิบัติ ชดเชยสูงสุดไร่ละ 6,800 บาท
อัปเดตเมื่อ: 25 สิงหาคม 2569 เวลา 20:02อ่าน 3 นาที

วันนี้ (25 ส.ค.2569) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2569 โดยมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
การปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้เป็นการคำนวณบวกเพิ่มจากฐานต้นทุนการเพาะปลูกเดิมอีกร้อยละ 20-30 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพค่าใช้จ่ายจริงของเกษตรกรที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้
แม้มาตรการดังกล่าวจะเริ่มประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ครอบคลุมกรณีน้ำท่วมในพื้นที่ จ.น่าน ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่สำหรับการประสบภัยพิบัติในพื้นที่พืชสวนและนาไร่หลังจากนี้ เกษตรกรจะได้รับเงินเยียวยาในอัตราใหม่ทันที สำหรับอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีพืชผลเสียหายสิ้นเชิงจนไม่สามารถฟื้นฟูได้
มีการปรับเพิ่มขึ้นในทุกหมวดพืช ได้แก่ นาข้าว ปรับเพิ่มจากเดิมไร่ละ 1,340 บาท เป็น 2,340 บาท พืชไร่และพืชผัก ปรับเพิ่มจากเดิมไร่ละ 1,980 บาท เป็น 3,480 บาท ไม้ผลและพืชอื่น ๆ
ปรับเพิ่มจากเดิมไร่ละ 4,048 บาท เป็น 6,800 บาท นอกจากนี้ ในกรณีที่พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากดินโคลนถล่ม ได้มีการปรับเพิ่มค่าขุดลอกและขนย้ายซากออกจากพื้นที่ จากเดิมไร่ละ
สถานการณ์ล่าสุด
7,000 บาท ขึ้นเป็นไร่ละ 16,000 บาท ขณะที่อัตราการช่วยเหลือสำหรับชาวประมงและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ยังคงยึดตามหลักเกณฑ์เดิม ขณะที่เสียงสะท้อนจากเกษตรกรในพื้นที่ จ.นครสวรรค์
นายสมชาย แสงทอง แสดงความเห็นด้วยกับการปรับอัตราเงินช่วยเหลือใหม่ เนื่องจากเกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
ประกอบกับเบี้ยประกันภัยพืชผลทางการเกษตรในระบบปัจจุบันมีราคาสูง อย่างไรก็ตาม เกษตรกรมีความหวังว่าหากรัฐบาลสามารถขยายวงเงินช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตจากเดิมไร่ละ 1,000 บาท
มุมมองและผลกระทบ
(ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่) เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท ได้ ก็จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นใน แต่ละฤดูกาลได้อย่างมาก TDRI แนะรัฐปรับกลยุทธ์ ป้องกันแทนจ่ายชดเชย ทางด้าน
รศ.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภัยธรรมชาติต่าง ๆ
มีความรุนแรงมากขึ้น การเยียวยาด้วยการจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาว รัฐบาลควรเปลี่ยนมุ่งเน้นการลงทุนเชิงป้องกัน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยในระดับชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงการปรับปรุงผังเมืองเพื่อลดความสูญเสียตั้งแต่ต้นน้ำ นอกจากนี้
ยังเสนอให้รัฐนำระบบประกันภัยจากภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและลดภาระทางการคลังของประเทศ สำหรับการดำเนินการจ่ายเงินเยียวยา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ยังคงยึดหลักการจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยจะมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบความเสียหายเพื่อประกอบการพิจารณา
ด้านแหล่งเงินทุนจะใช้วงเงินจากงบประมาณฉุกเฉินของผู้ว่าราชการจังหวัด และงบทดรองราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรแ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



