ชายวัย 65 ปี ท้องเสียนานกว่า 1 เดือน อัลตราซาวด์พบ ตับเต็มไปด้วยก้อนเนื้องอก
อัปเดตเมื่อ: 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 17:52อ่าน 3 นาที

ชายวัย 65 ปี ท้องเสียนานกว่า 1 เดือน พุงนูน-แข็งผิดปกติ แพทย์อัลตราซาวด์พบ ตับเต็มไปด้วยก้อนเนื้องอก แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน นพ.เป้ยฉีหลี (Bei Qili) เปิดเผยว่า
อ่านข่าวในหมวด สุขภาพ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้รับผู้ป่วยชายวัย 65 ปีเข้ารับการรักษา โดยผู้ป่วยมีอาการท้องเสียต่อเนื่องนานกว่า 1 เดือน และเพิ่งมาพบแพทย์หลังเสร็จสิ้นงานก่อสร้างในต่างพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่แพทย์กำลังเปิดเสื้อผู้ป่วยเพื่อเตรียมตรวจอัลตราซาวด์ กลับสังเกตเห็นความผิดปกติทันที ไม่เพียงแต่บริเวณช่องท้องส่วนบนที่นูนออกมาอย่างชัดเจน
รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่เมื่อคลำตรวจยังพบว่าบริเวณดังกล่าวมีลักษณะแข็งผิดปกติ จนทำให้แพทย์รู้สึกไม่สบายใจ พร้อมกล่าวว่า เพียงคลำก็สัมผัสได้ว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี
เมื่อวางหัวตรวจอัลตราซาวด์ลงบนหน้าท้อง ภาพที่ปรากฏบนจอเผยให้เห็นว่าภายในตับเต็มไปด้วยก้อนเนื้องอก หลังซักประวัติเพิ่มเติม พบว่าผู้ป่วยเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
แต่ไม่เคยเข้ารับการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้ป่วยยอมรับว่าอาการท้องส่วนบนนูนออกมานั้นเกิดขึ้นมาประมาณ 1 – 2 เดือนแล้ว เดิมตั้งใจเพียงใช้ช่วงวันหยุดมาพบแพทย์เพื่อรับยา
สถานการณ์ล่าสุด
แต่กลับได้รับผลการตรวจที่สร้างความตกใจ แพทย์อธิบายว่า การเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาไปเป็นโรคตับแข็งโดยตรง โดยระบุผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า ผู้ที่เป็นพาหะส่วนใหญ่
หากเชื้อไวรัสอยู่ในระยะที่มีการทำงานต่ำ และผลการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถอยู่ร่วมกับไวรัสได้ตลอดชีวิต และอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ทั้งนี้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรครุนแรงขึ้น คือ การที่ไวรัสยังคงมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน รวมถึงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น อายุที่มากขึ้น
มุมมองและผลกระทบ
การดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะไขมันพอกตับ หรือโรคเบาหวาน ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้ป่วยโรคตับอักเสบบีเรื้อรังที่ไวรัสยังคงมีการทำงานอย่างต่อเนื่องและมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ประมาณ 15
– 20% จะเกิดพังผืดในตับจากกระบวนการบาดเจ็บและการซ่อมแซมของตับที่เกิดซ้ำ ๆ ภายในระยะเวลา 15 – 20 ปี ก่อนพัฒนาเป็นโรคตับแข็งในที่สุด นพ.เป้ยฉีหลี จึงเตือนว่า
ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี แม้จะไม่มีอาการผิดปกติและผลตรวจการทำงานของตับจากการเจาะเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ยังจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไป
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
แนะนำให้เข้ารับการตรวจที่คลินิกหรือแผนกระบบทางเดินอาหารและโรคตับทุก 6 – 12 เดือน ส่วนผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ผู้ที่มีปริมาณไวรัสสูง
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษา ควรเข้ารับการตรวจทุก 6 เดือน หรือตรวจติดตามถี่กว่านั้นตามดุลยพินิจของแพทย์ แพทย์เน้นย้ำว่า
การตรวจติดตามอย่างครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรละเลย โดยนอกจากการตรวจเลือดเพื่อประเมินค่าการทำงานของตับ ได้แก่ ALT (GPT) และ AST (GOT) รวมถึงการตรวจ อัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ข่าวสด



