รัฐบาลไทยเผยฐานผลิตญี่ปุ่น 59% กำลังเข้าสู่รอบยกระดับ เพิ่มประสิทธิภาพ เป็นโอกาสให้ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09:08อ่าน 3 นาที

ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการลงทุนเดิมควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนใหม่
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
โดยผลการหารือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) และหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569
สะท้อนทิศทางสำคัญว่า ฐานธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทยกำลังเข้าสู่รอบของการยกระดับการผลิต โดยให้น้ำหนักกับการเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ
รายละเอียดเพิ่มเติม
รวมถึงลดการใช้พลังงานมากขึ้น รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทญี่ปุ่นยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยรวม 1,380 โครงการ
มูลค่ามากกว่า 396,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะหนึ่งในนักลงทุนสำคัญของไทย ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสะสมในช่วงประมาณ 5 ปีครึ่ง
ไม่ใช่เงินลงทุนก้อนใหม่ที่เกิดขึ้นในคราวเดียว ขณะเดียวกัน ผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจทั้งหมด 504 แห่ง พบว่า
สถานการณ์ล่าสุด
ในส่วนคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดแผนลงทุนปี 2569 ซึ่งมีผู้ตอบ 432 แห่ง 59% หรือ 256 แห่ง มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม 31% หรือ 132 แห่ง มีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต
22% หรือ 96 แห่ง มีแผนลงทุนด้าน Digital Transformation “ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทญี่ปุ่นหยุดสร้างหรือขยายการลงทุนใหม่
แต่สิ่งที่เห็นชัดคือกิจกรรมที่ถูกเลือกมากที่สุดเป็นการเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม
มุมมองและผลกระทบ
สะท้อนว่าโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมกำลังขยับจากการเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ประหยัดพลังงาน และแข่งขันได้ในระยะยาว” ลลิดากล่าว
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการใช้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม Smart and Sustainable Industry ของ BOI โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569
บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการดังกล่าวมากกว่า 400 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประหยัดพลังงาน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย เพราะการยกระดับโรงงานเดิมไม่ได้สร้างความต้องการเฉพาะเครื่องจักรใหม่เท่านั้น แต่ยังต่อเนื่องไปถึงชิ้นส่วนทดแทน ระบบควบคุม
ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม การบำรุงรักษา ตลอดจนเทคโนโลยีและบริการด้านการประหยัดพลังงาน “เมื่อโรงงานญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบเปลี่ยนเครื่องจักรและใช้ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล
และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น นี่คือโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะขยับจากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ไปส…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



