53 คณาจารย์นิติศาสตร์-ทนายความ-นักกฎหมาย ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง กกต. ชี้ไต่สวนคดี ฮั้ว สว.ล่าช้า เอื้อกลุ่มทุน แนะส่งศาลฎีกาชี้ขาด
อัปเดตเมื่อ: 16 สิงหาคม 2569 เวลา 13:28อ่าน 3 นาที

วันนี้ (16 สิงหาคม) เครือข่ายนักกฎหมาย ทนายความ และคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ รวม 53 ราย ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกส่งถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ประเด็นสำคัญ
เพื่อตั้งคำถามต่อการปฏิบัติหน้าที่ในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว. ) ว่าอาจไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังปล่อยให้เวลาล่วงเลยมากว่า 2 ปี ดูภาพข่าว
จดหมายเปิดผนึกมีใจความระบุว่า นับตั้งแต่การประกาศผลการสรรหา สว. ในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 แต่กลับยังไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ทั้งที่มาตรฐานทางกฎหมายตาม
รายละเอียดเพิ่มเติม
พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 กำหนดไว้เพียงแค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ก็ต้องส่งศาลพิจารณาแล้ว การดึงเรื่องไว้ยาวนานส่งผลให้ สว.
ที่ถูกกล่าวหาเข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยออกกฎหมายและแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ (รวมถึง กกต. บางส่วน) จนเกิดความเสียหายต่อระบบการเมืองอย่างร้ายแรง หากท้ายที่สุดศาลฎีกาตัดสินออกมาว่า สว.
จำนวนมากเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั่นหมายความว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประชาชนไทยถูกปกครองโดยกฎหมายและองค์กรอิสระที่มาจากผู้กระทำผิดกฎหมายหรือที่ในทางกฎหมายอาญาเรียกว่า
สถานการณ์ล่าสุด
อาชญากร ความเสียหายเช่นนี้ กกต. จะรับผิดชอบอย่างไร เพราะสุภาษิตกฎหมายที่ว่า ‘ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือ ความอยุติธรรม’ นอกจากนี้
ในจดหมายเปิดผนึกยังได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบภายในของ กกต. โดยระบุว่า เดิมทีคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 (ซึ่งมีตัวแทนจาก DSI ร่วมด้วย)
ได้สรุปสำนวนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ให้สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย ซึ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบันถึง 138 ราย แต่ กกต. กลับไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา
มุมมองและผลกระทบ
และได้ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาพยานหลักฐานซ้ำ จนนำไปสู่มติที่ย้อนแย้งว่าผู้ถูกร้องไม่มีมูลความผิด กระบวนการตั้งกรรมการหลายชุดมาตรวจสอบซ้ำเช่นนี้
ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ กลุ่มนักกฎหมาย ทนายความ และคณาจารย์นิติศาสตร์ จึงมีข้อเรียกร้อง 2 ข้อสำคัญ คือ ขอให้ กกต.
มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิเลือกตั้งของผู้เกี่ยวข้องในการทุจริตการสรรหา สว. ตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
โดยไม่ตัดผู้ถูกกล่าวหาคนใดคนหนึ่งออกไปก่อนที่ศาลจะได้พิจารณา ขอให้ กกต. เปิดเผยพยานหลักฐานและชี้แจงต่อสาธารณชน ถึงเหตุผลความล่าช้าดังกล่าว พร้อมทิ้งท้ายด้วยว่า
อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติธรรม หาก กกต. ไม่ใช้อำนาจอย่างตรงไปตรงมา ย่อมเป็นการบิดเบือนอำนาจประชาชน และอาจเข้าข่ายมีความผิดทางอาญาตาม
พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. มาตรา 69 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี รายชื่อนักวิชาการ ทนายความ
นักกฎหมาย กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาล…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



