สสส.ร่วมภาคเอกชน ชูสุขภาวะคนทำงาน ปั้น 50 องค์กรต้นแบบสู่ระดับประเทศ
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 07:30อ่าน 3 นาที

เมื่อปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การสร้างสุขภาพที่ดีจึงไม่อาจรอให้ประชาชนเข้าสู่โรงพยาบาลแล้วจึงเริ่มดูแล
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะในวัยทำงานซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่ในสถานประกอบการ ทั้งรูปแบบการทำงาน อาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย ความเครียด
และสภาพแวดล้อม ล้วนมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว ประเด็นนี้ถูกสะท้อนผ่านความสำเร็จของโครงการพัฒนาและส่งเสริมสถานประกอบการภายใต้เครือข่ายสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เป็นองค์กรสุขภาวะ
รายละเอียดเพิ่มเติม
เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนวัยทำงาน ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า
อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทย (สฟอท.) ขับเคลื่อนต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี จนเกิดสถานประกอบการต้นแบบด้านสุขภาวะ 50 แห่ง ในพื้นที่ 13 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นที่มาของการจัดกิจกรรม
“พลังองค์กรสุขภาวะ ขับเคลื่อนคน ขับเคลื่อนองค์กร ขับเคลื่อนประเทศ” หรือ Happy Workplace Organization Power Thailand 2026 พร้อมพิธีมอบประกาศเกียรติคุณองค์กรสุขภาวะต้นแบบ 50 แห่ง
สถานการณ์ล่าสุด
และบุคคลต้นแบบด้านสุขภาวะ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จากองค์กรและคนทำงานที่นำแนวคิด Happy Workplace ไปปฏิบัติจริง ประเด็นดังกล่าวถูกสะท้อนอย่างชัดเจนโดย นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ
ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. ระบุว่า การสร้างเสริมสุขภาพคนวัยทำงานไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการลดน้ำหนัก ลดพุง หรือป้องกันการเจ็บป่วย
แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองไปสู่การทำให้คนมีสุขภาพดีและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้คนอยู่ใน “พื้นที่สีเขียว” ของสุขภาพให้นานที่สุด แทนที่จะรอจนเข้าสู่
มุมมองและผลกระทบ
“พื้นที่สีแดง” ที่ต้องพึ่งพาการรักษาในโรงพยาบาล สุขภาพคนทำงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า
แนวคิดเรื่องสุขภาวะในปัจจุบันกำลังกลายเป็นกระแสสำคัญของโลก และไม่ได้มีความหมายเฉพาะด้านสาธารณสุขอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง โดยยกตัวอย่างให้เห็นว่า
ปัจจุบันผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับการแสดง “ตัวเลขสุขภาพ” เช่นเดียวกับที่ในอดีตผู้คนให้คุณค่ากับการแสดงฐานะหรือความมั่งคั่ง มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า สุขภาพกำลังกลายเป็น “ทุน”
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
รูปแบบหนึ่งที่ทุกคนสามารถสร้างได้ ไม่ว่าจะมีฐานะทางเศรษฐกิจมากหรือน้อย และเมื่อคนมีสุขภาพดี ย่อมมีโอกาสใช้ชีวิต ทำงาน และทำกิจกรรมที่ต้องการได้มากขึ้น
ไม่ต้องเสียเวลาและรายได้ไปกับการเจ็บป่วยหรือการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล สำหรับประเทศไทย นายพงษ์ศักดิ์ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า
ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนแตะ 20% แล้ว และในอีกประมาณ 7 ปีข้างหน้าอาจเพิ่มขึ้นเป็นราว 28% หรือเกือบ 30% นั่นหมายความว่า ภาระการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



