ชัชชาติ สั่ง 50 เขต เช็กย้อนหลัง 10 ปี สางปม ‘บัตรชมพู’ จ่อหมุนเวียน จนท. สกัดทุจริต
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 20:06อ่าน 3 นาที

ชัชชาติ ขีดเส้นสอบปมสวมสิทธิบัตรชมพูศุกร์นี้ สั่งสอบย้อนหลัง 10 ปีทุกเขต พร้อมจ่อหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ทะเบียนป้องกันทุจริต เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
อ่านข่าวในหมวด สังคม เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านผิดปกติของบุคคลต่างด้าวที่ถือ “บัตรประจำตัวสีชมพู” ว่า
โดยขบวนการดังกล่าวอาศัยช่องโหว่ในการสวมสิทธิทะเบียนบ้านของคนต่างด้าวเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการทำบัตรประจำตัวโดยมิชอบ เช่น
รายละเอียดเพิ่มเติม
การนำสิทธิของเด็กต่างชาติที่เกิดในไทยแต่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว มาสวมสิทธิย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านแทนโดยใช้ใบสูติบัตรที่ยังอยู่ในไทย
การย้ายบุคคลจากทะเบียนบ้านกลางเข้าสู่ทะเบียนบ้านทั่วไป รวมถึงขบวนการในลักษณะ “ลูกทิพย์-พ่อทิพย์” ความผิดปกติดังกล่าวเริ่มตรวจพบชัดเจนในพื้นที่เขตดินแดง
ซึ่งพบบ้านหลังหนึ่งพื้นที่เพียงประมาณ 40 ตารางเมตร แต่กลับมีชื่อผู้อยู่อาศัยในทะเบียนบ้านหนาแน่นถึง 40–45 คน และจากการตรวจสอบเขตดินแดงในปี 2567 พบตัวเลขการย้ายเข้าที่ผิดปกติสูงกว่า
สถานการณ์ล่าสุด
2,000 ราย เบื้องต้น กทม. ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 4 ราย ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว และให้ทุกสำนักงานเขตเร่งตรวจสอบกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
โดยกำหนดให้รายงานผลเบื้องต้นภายในวันศุกร์นี้ (21 ส.ค. 69) นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อมูลในทุกสำนักงานเขตย้อนหลัง 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา)
พร้อมประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนเชิงลึกเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ระหว่างกลุ่มนายหน้าและเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก กทม. มีข้อจำกัดทางกฎหมาย
มุมมองและผลกระทบ
ไม่สามารถเรียกตรวจเส้นทางการเงินหรือเรียกสอบบุคคลภายนอกได้ ทั้งนี้ หากการสอบสวนย้อนหลังพบความเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารระดับสูง หรือเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว กทม.
จะดำเนินการตามความผิดอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ นอกจากนี้ กทม. ได้เตรียมทบทวนมาตรการป้องกันและปิดช่องโหว่แก้ไขปัญหาการผูกขาดอำนาจ
โดยไม่ให้อำนาจการอนุมัติขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว พร้อมมอบหมายให้ผู้อำนวยการเขตและหัวหน้าฝ่ายเข้ามาร่วมรับผิดชอบ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และกำหนดให้มีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อลดความเสี่ยงการทุจริต ส่วนกรณีที่ กทม. มีนโยบายแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่เดิม ผู้ว่าฯ ชัชชาติ
ย้ำว่าจะต้องพิจารณาเพิ่มประเด็นงานฝ่ายปกครองและงานทะเบียนราษฎรเข้าไปด้วย เพื่อปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้รอบคอบและโปร่งใสยิ่งขึ้น
สำหรับกรณีตัวเลขกลุ่มสงสัยประมาณ 3,000 รายนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับตัวเลขจำนวนรายดังกล่าว เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวอาจกระจายอยู่ตามบ้านหลายหลัง โดย กทม.
จะใช้เกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นจากบ้านที่มีผู้อยู่อาศัยตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป และเตรียมปรับลดเกณฑ์ตัวเลขลงมาเพื่อสุ่มตรวจบ้านแต่ละหลังอย่าง…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



