ขาดทุน 5 ปีในอินโดนีเซียก่อนพลิกด้วยชานมไทย บทเรียนธุรกิจของ ตัน ภาสกรนที ที่ย้ำว่าอย่าเชื่องานวิจัยจนลืมลงพื้นที่จริง
อัปเดตเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 16:52อ่าน 3 นาที

การเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีประชากรมหาศาลและเต็มไปด้วยเด็กที่กำลังเติบโต ดูเป็นโจทย์ที่ตอบง่าย แต่สำหรับ ตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ประเด็นสำคัญ
คำตอบนั้นแลกมาด้วยการขาดทุนติดต่อกัน 5 ปี ก่อนจะพลิกกลับมาทำกำไรได้ในปีที่ 6 ด้วยสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่แรก ประเด็นสำคัญ บทเรียนอินโดนีเซีย เมื่อยิ่งขายยิ่งขาดทุน
อย่าเชื่องานวิจัยจนลืมนั่งรถเมล์ เศรษฐกิจไม่ฟื้นอีก 3-4 ปี กับโอกาสของคนมีเงินสด 2 เดือนบนเตียงที่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เรื่องราวดังกล่าวเป็นหนึ่งในบทเรียนที่ตันนำมาเล่าบนเวที WTF
รายละเอียดเพิ่มเติม
Festival ภายใต้หัวข้อ ‘3 เรื่องเจ็บนิด แสบหน่อย แต่ไม่ถึงตาย’ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความผิดพลาดในการทำธุรกิจต่างประเทศ การอ่านสัญญาณเศรษฐกิจ
ไปจนถึงอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล 2 เดือน บทเรียนอินโดนีเซีย เมื่อยิ่งขายยิ่งขาดทุน เหตุผลที่ตันเลือกอินโดนีเซียเมื่อราว 10 ปีก่อน
มาจากขนาดประชากรและโครงสร้างครอบครัวที่คนส่วนใหญ่ยังนิยมแต่งงานและมีลูก ต่างจากคนไทยรุ่นใหม่ โดยร่วมทุนกับพันธมิตรที่เป็นเจ้าของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่มีสาขากว่า 10,000 แห่ง
สถานการณ์ล่าสุด
แต่เมื่อลงมือทำจริง กลับพบข้อผิดพลาด 3 ข้อพร้อมกัน ข้อแรกคือสินค้าไม่ตรงกับรสนิยมท้องถิ่น ชาเขียวน้ำผึ้งผสมมะนาวที่นำเข้าไปไม่ได้รับความนิยม
เพราะคนอินโดนีเซียคุ้นเคยกับเครื่องดื่มที่ผสมเครื่องเทศรสเข้มข้น ข้อที่สองคือภูมิศาสตร์และต้นทุนขนส่ง แม้ตลาดชาในอินโดนีเซียจะมีมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท
แต่ประเทศประกอบด้วยเกาะกว่า 3,000 เกาะ การตั้งโรงงานเพียงแห่งเดียวแล้วส่งไปทั่วประเทศทำให้ต้นทุนขนส่งสูงจนยิ่งขายได้มากก็ยิ่งขาดทุน ข้อที่สามคือโครงสร้างช่องทางจำหน่าย
มุมมองและผลกระทบ
ตลาดชาในอินโดนีเซียมีสัดส่วนร้านโชห่วยสูงถึง 80% ขณะที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีสัดส่วน 20% แต่เมื่อนับจำนวนร้านค้าจริง ร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีเพียง 5% ของทั้งตลาด
เท่ากับสินค้าวางขายอยู่ในร้านเพียง 5% เท่านั้น ผลคือเมื่อทำโปรโมชันจนสินค้าได้รับความนิยมและผลิตไม่ทัน ผู้บริโภคกลับหาซื้อไม่ได้ จุดที่ทำให้ธุรกิจพลิกกลับมาได้เกิดขึ้นในปีที่ 6
เมื่อตันลงพื้นที่ไปสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคตามซูเปอร์มาร์เก็ตและคีออส แล้วพบว่าคนอินโดนีเซียชื่นชอบชานมไทย และมักซื้อชานมไทยแบบซองกลับประเทศ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
จึงตัดสินใจปรับสายการผลิตจากชาเขียวมาผลิตชานมไทย ซึ่งทำให้ธุรกิจกลับมามีกำไร ประสบการณ์จากหลายประเทศทั้งฟิลิปปินส์และบังกลาเทศยังทำให้ตันสรุปว่า
การทำธุรกิจในต่างประเทศต้องส่งผู้บริหารไปฝังตัวและใช้ชีวิตร่วมกับคนท้องถิ่นอย่างน้อย 4-5 ปี อย่าเชื่องานวิจัยจนลืมนั่งรถเมล์
บทเรียนที่ตามมาจากอินโดนีเซียคือการไม่พึ่งพางานวิจัยหรือคำชมจากคนรอบข้างเพียงอย่างเดียว เพราะผู้ตอบแบบสอบถาม เพื่อน หรือคนสนิท มักตอบตามมารยาทว่าอร่อย
ซึ่งการฟังคำชมเหล่านั้นอาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้ถึง 95% สิ่งที่ตันแนะนำคือผู้ประกอบการต้องลงพื้นที่ไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจริง ห้ามนอนโรงแรมระดับ 5 ดาว ห้าม…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



