โฆษก กมธ.ตำรวจ ชงสอบปม 5 แสนแลกโควตา ปปร.30 จี้ประธานรัฐสภาตั้ง กก.สอบ-เรียกตำรวจแจงด่วน
อัปเดตเมื่อ: 23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:26อ่าน 3 นาที

โฆษก กมธ.ตำรวจ ชง ‘ประธานรัฐสภา’ สอบปม 5 แสน แลกโควตาปปร.30 สถาบันพระปกเกล้า เตรียมเสนอ ‘กมธ.ตำรวจ’ บรรจุวาระด่วนเรียกตำรวจ–ผู้เกี่ยวข้อง–ตัวแทนสถาบันพระปกเกล้าชี้แจง เมื่อวันที่
ประเด็นสำคัญ
23 สิงหาคม นางคมคาย อุดรพิมพ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีมีการเรียกรับเงิน 5 แสนบาท
เพื่อแลกกับโควตาเข้าเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 30 (ปปร.30) ของสถาบันพระปกเกล้าว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
ตนได้ติดตามเรื่องนี้ด้วยความวิตกกังวลและไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งองค์กรตำรวจและสถาบันหลักทางวิชาการของรัฐสภา
หากย้อนดูเหตุการณ์พบว่ามีนายตำรวจยศร้อยตำรวจเอก อ้างตัวเป็นคนกลาง สามารถประสานงานผู้บริหารระดับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเพื่อขอโควตาพิเศษได้ โดยเรียกรับเงินสด 5 แสนบาท
แต่เมื่อประกาศรายชื่อกลับไม่มีชื่อ จึงเข้าแจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ กลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามอย่างมาก นางคมคาย กล่าวต่อว่า เรื่องนี้น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง
สถานการณ์ล่าสุด
สถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรวิชาการระดับสูงภายใต้การกำกับดูแลของประธานรัฐสภา มีหน้าที่ผลิตหลักสูตรสร้างผู้นำและสอนเรื่องธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริตให้กับคนทั้งประเทศ
แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีพฤติการณ์ทุจริตหรือซื้อขายโควตาการศึกษาจริง ย่อมทำลายความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิของรัฐสภาอย่างร้ายแรง นางคมคาย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้
หากพบว่ามีการซื้อขายโควตาหรือทุจริตจริง จะเข้าข่ายความผิดร้ายแรงหลายส่วนคือ 1.ผิด พ.ร.บ.สถาบันพระปกเกล้า โดยขัดต่อวัตถุประสงค์สถาบันฯ
มุมมองและผลกระทบ
เข้าข่ายประพฤติชั่วและบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง ซึ่งสภาสถาบันฯ มีอำนาจถอดถอนได้ 2.ผิดประมวลจริยธรรมและวินัยของบุคลากร เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน
นำตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โทษทางวินัยสูงสุดคือปลดออก หรือไล่ออกโดยไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ 3.ผิดประกาศและระเบียบการคัดเลือกผู้เข้าศึกษา การเปิดโควตานอกระบบเพื่อแลกเงิน
ถือเป็นการแทรกแซงกระบวนการของคณะกรรมการคัดเลือก ทำให้การรับบุคคลเข้าศึกษาตกเป็นโมฆะและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นางคมคาย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ประธานรัฐสภาในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ควรดำเนินการคือ การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยร้ายแรง หากพบว่ามีมูลควรพิจารณาให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
ความโปร่งใสและป้องกันการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และประสาน ป.ป.ช. ไต่สวนตามขั้นตอน เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นของสถาบันพระปกเกล้ากลับคืนมา นางคมคาย กล่าวด้วยว่า
อย่างไรก็ตาม หากมีการเรียกรับเงินโดยอ้างว่าจะนำไปให้ผู้บริหารเพื่อแลกโควตา อาจเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเรียกรับสินบน
และหากมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจะเข้าข่ายเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน รัฐคือผู้เสียหายโดยตรง ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



