ศุภจี เปิดเกม 4 คณะทำงานเศรษฐกิจ เร่งปลดล็อกกฎ ดันชุมชน-เอสเอ็มอีเป็นเครื่องยนต์ใหม่
อัปเดตเมื่อ: 10 สิงหาคม 2569 เวลา 15:37อ่าน 3 นาที

วันนี้ (10 สิงหาคม) เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 โดยระบุว่า อนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่องขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ ศุภจีกล่าวว่า
คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้รับโจทย์ 5 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดอยู่ในกรอบเดิม
รายละเอียดเพิ่มเติม
เพราะโจทย์เศรษฐกิจในวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน ที่ประชุมจึงจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน
ไม่ใช่การเพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME
และการค้าระหว่างประเทศ ศุภจีกล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ
สถานการณ์ล่าสุด
และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเดินทางเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME
จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ควบคู่กับการดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง วีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า
มุมมองและผลกระทบ
คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือกับภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค
อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการที่ใช้นอมินี ซึ่งใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น
เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำคือการผลิต
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
กลางน้ำคือการแปรรูป และปลายน้ำคือการตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมามากเกินความต้องการของตลาด ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ
ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้ไข ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า
กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่และเพิ่มรายได้…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



