ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา
อัปเดตเมื่อ: 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 19:54อ่าน 3 นาที

แม้ราคาโกโก้ในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงแล้วกว่า 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายปี 2024 แต่ราคาของช็อกโกแลตอาจยังไม่ลดลงเร็วๆ นี้
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
โดยผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ของโลกอย่าง Barry Callebaut, Lindt และ Nestlé ต่างระบุว่า ต้นทุนโกโก้ที่พุ่งขึ้นในช่วงก่อนหน้ายังคงกดดันผลประกอบการ แม้ราคาวัตถุดิบจะเริ่มผ่อนคลาย
แต่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่เลือกใช้กลยุทธ์ลดราคา แต่หันไปผลักดันสินค้าพรีเมียมและสินค้าใหม่ที่กำลังเป็นกระแส เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคแทน
รายละเอียดเพิ่มเติม
ปัจจุบันสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้อยู่ที่ประมาณ 5,327 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลง 34% จากปีก่อน หลังเคยทะยานขึ้นเกือบ 12,000 ดอลลาร์ต่อตัน ในช่วงปลายปี 2024
ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคาโกโก้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 2,000-3,000 ดอลลาร์ต่อตัน ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม
การปรับลดลงของราคาโกโก้ยังไม่ถูกสะท้อนออกมายังราคาช็อกโกแลต เนื่องจากผู้ผลิตยังต้องรับภาระต้นทุนจากการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Hedging) รวมถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต
สถานการณ์ล่าสุด
และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ‘เอลนีโญ’ และ ‘ภาวะโลกรวน’ สาเหตุราคาโกโก้ดีดตัวสูง สาเหตุที่ทำให้ราคาโกโก้พุ่งขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
มาจากผลผลิตโกโก้ที่ลดลงอย่างหนักในแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะ โกตดิวัวร์และกานา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตโกโก้ราว 60-70% ของผลผลิตโกโก้ทั่วโลก ปัจจัยสำคัญคือปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño)
ที่ทำให้ภูมิภาคดังกล่าวเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด แห้งแล้ง และฝนตกไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย ขณะที่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้ปี 2024
มุมมองและผลกระทบ
กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยิ่งซ้ำเติมปัญหาด้านอุปทานของตลาดโกโก้ แม้ Barry Callebaut จะมองว่าเอลนีโญอาจกลับมาส่งผลกระทบอีกครั้งในช่วงปี 2026-2027
แต่บริษัทประเมินว่าตลาดโกโก้ในฤดูกาลผลิต 2025-2026 จะมีผลผลิตส่วนเกินมากพอที่จะเป็น ‘กันชน’ ลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลน แตกต่างจากสถานการณ์ในปี 2023-2024 ต้นทุนพุ่ง อุปทานผันผวน
โจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ Lindt เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 11.8% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ยอดขายช็อกโกแลตร่วงลง 7.5% เนื่องจากผู้บริโภคลดการซื้อสินค้า โดย Adalbert Lechner
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Lindt กล่าวว่า ราคาโกโก้ที่ทำสถิติสูงสุดทำให้อุตสาหกรรมต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ ยิ่งกดดันความต้องการบริโภค นอกจากนี้ Lechner ยังระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Travel Retail ของบริษัท
หลังนักท่องเที่ยวจากเอเชียและตะวันออกกลางเดินทางเข้ายุโรปลดลง ขณะที่ก่อนหน้านี้มาตรการภาษีตอบโต้ (tariff) ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ยังสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาโกโก้ในระยะสั้นอีกด้วย ด้าน Barry Calle…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



