สุวัจน์ ปธ.แจกทานทิ้งกระจาด ฮุก 31 โคราช ชี้ศก.ฐานรากซบเซา หวั่น AI ซ้ำเติมการจ้างงาน
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 13:18อ่าน 3 นาที

“สุวัจน์” ปธ.แจกทานทิ้งกระจาด ฮุก 31 โคราช ชี้ศก.ฐานรากซบเซา หวั่น AI ซ้ำเติมการจ้างงาน แนะรัฐเร่งอุ้ม SME-ท่องเที่ยว-ลงทุนส่งออก วันที่ 20 สิงหาคม เวลา 10.00
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
น.ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง หรือศาลเจ้าเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนพายพาส อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี
“โพวโต่วซิโกว” หรือพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 เพื่อแจกจ่ายข้าวสารและอาหารแห้งช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมารับความช่วยเหลือกว่า 4,000 คน ภายในงานมี
รายละเอียดเพิ่มเติม
นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นางเข็มทอง เรืองกฤตยา ประธานกิตติคุณมูลนิธิ นายสุวัฒน์ จึงวิวัฒนากร
ประธานกิตติคุณมูลนิธิ และนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ร่วมพิธี นายสุวัจน์ กล่าวว่า มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 ถือเป็นองค์กรการกุศลหลักของชาวโคราช
ดำเนินงานมานานกว่า 30 ปี และมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานการณ์ภัยพิบัติสาธารณะ งานด้านพระพุทธศาสนา กีฬา
สถานการณ์ล่าสุด
ตลอดจนการดูแลผู้ยากไร้ในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะกิจกรรมแจกทานของมูลนิธิฯ ที่มีประชาชนเดินทางมารอรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นทุกปี
สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจระดับรากหญ้ายังคงซบเซา และปัญหาความยากจนยังเป็นเรื่องที่น่าห่วง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ขาดโอกาสและขาดทุนในการประกอบอาชีพ
ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มที่ นายสุวัจน์ กล่าวว่าปัจจุบันยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตาโดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจเข้ามากระทบต่อตลาดแรงงานและการจ้างงานมากขึ้น ดังนั้น
มุมมองและผลกระทบ
ทุกภาคส่วนที่มีศักยภาพต้องร่วมกันประคับประคองประชาชนไม่ให้จมน้ำไม่ต้องเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น สำหรับแนวทางแก้ไข นายสุวัจน์ เห็นว่า
รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้ชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการพยุงเศรษฐกิจฐานรากและผู้มีรายได้น้อยให้อยู่รอดก่อน พร้อมเสนอ 3 เรื่องสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ 1.อุ้ม
SME และผู้ประกอบการรายย่อย เพราะ SME เป็นหัวใจสำคัญของการจ้างงานในต่างจังหวัด รัฐต้องดูแลเรื่องสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เพื่อให้ธุรกิจสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้ 2.อัดฉีดภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญที่สามารถกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ชนบท และหมู่บ้านได้อย่างรวดเร็ว
รวมทั้งช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่โดยตรง และ 3.สนับสนุนการลงทุนและการส่งออก เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม และรักษาการเติบโตของ GDP
ให้เศรษฐกิจมหภาคยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ “สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการร่วมมือกันแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนก่อน คนไทยต้องรักและสามัคคีกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปให้ได้”
นายสุวัจน์ กล่าว นายสุวัจน์ ยังกล่าวขอ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



