รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code
อัปเดตเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 12:33อ่าน 3 นาที

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกันที่มาตรฐาน’ ชี้โจทย์ใหญ่ของไทยคือการยกระดับห่วงโซ่อุปทานและความน่าเชื่อถือ มากกว่ารับมือภาษี 12.5% เพียงอย่างเดียว ประเด็นสำคัญ สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา’ ไทยเสียเปรียบคู่แข่งทันที เมื่อมาเลเซียเสียภาษีต่ำกว่า ทำความรู้จัก ‘มาตรา 301’ อาวุธการค้าของสหรัฐฯ ที่ไทยกำลังเผชิญ มาตรา 301 ใช้สอบสวนอะไรบ้าง ไทยเคยถูกใช้มาตรา 301 มาแล้วหลายครั้ง รอบล่าสุด สหรัฐฯ เพ่งเล็งไทย 3 เรื่อง มีอะไรบ้าง ทำไมมาตรา 301 จึงสำคัญ สินค้าไทยกลุ่มไหนได้รับผลกระทบ?
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
เช็ก HS Code ที่ต้องจับตา สินค้ากลุ่มใดอาจได้รับการยกเว้น สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา’ ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5% (จากกรอบ 10-15%) เป็นผลจากการใช้มาตรา 301 ของ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งประเมินว่าประเทศไทยยังมีมาตรการป้องกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับและแรงงานเด็กไม่เพียงพอ ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสียภาษีสูงกว่าอีกหลายประเทศ แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนคาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม ธนากร มองว่า แม้ไทยจะได้รับผลกระทบ เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 18.28% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ผลกระทบจะยังไม่รุนแรงกับสินค้าทุกประเภท เนื่องจากสหรัฐฯ ยังมีรายการสินค้าที่ยกเว้นภาษี ไทยเสียเปรียบคู่แข่งทันที เมื่อมาเลเซียเสียภาษีต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม สินค้าที่สหรัฐฯ สามารถหาซื้อจากประเทศคู่แข่งได้ เช่น สินค้าเกษตรและยางพารา จะได้รับผลกระทบมากกว่า “โดยเฉพาะเมื่อมาเลเซียเสียภาษีเพียง 10% ขณะที่ไทยถูกเก็บ 12.5% ส่งผลให้ ‘สินค้าไทยเสียเปรียบ’ ด้านราคาในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้ายาง ที่ไทยแข่งขันกับมาเลเซียอยู่แล้ว” ธนากร ระบุอีกว่า ความกังวลคงมี โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนใหม่จาก BOI ประเด็นที่ไทยควรเร่งแก้ไขไม่ใช่เพียงการใช้แรงงานภายในประเทศ เพราะเชื่อว่าไทยมีมาตรการด้านแรงงานอยู่ในระดับที่ดี “แต่สิ่งที่สหรัฐฯ เล็งเป้าให้ความสำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ ชิ้นส่วนที่ไทยนำเข้าจากต่างประเทศ ว่า มีความเชื่อมโยงกับการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับหรือไม่ หากไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน ไทยก็อาจตกเป็นเป้าการตรวจสอบของสหรัฐฯได้” ดังนั้น เมื่อสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย ส่งออกอันดับ 1 เอกชนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปชี้แจงกับสหรัฐฯ (USTR) ได้อีกครั้ง หากมีข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานเด็กก็ควรระบุให้ชัดว่าเกิดในอุตสาหกรรมใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ตรงจุด หากไทยสามารถชี้แจงได้ ปัญหาก็จบ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเร่งสำรวจห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และนำระบบรับรองจากหน่วยงานอิสระ (Third-party Certification) มาใช้ เพื่อยืนยันว่าการผลิตและวัตถุดิบที…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



