ม็อบบัตรทองบุก สธ. ค้านแก้สิทธิ ’30 บาท’ ชี้กระทบคนจน
อัปเดตเมื่อ: 7 สิงหาคม 2569 เวลา 14:27อ่าน 3 นาที

ม็อบบัตรทองบุก สธ. ค้านแก้สิทธิ ’30 บาท’ ชี้กระทบคนจน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ภาคประชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง 30 บาท) นำโดย
อ่านข่าวในหมวด เศรษฐกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
นายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ (ไก่บิ๊กแมน) ตัวแทนประชาชน รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเรียกร้องให้คงหลักการ “30 บาทรักษาทุกโรค”
และคัดค้านแนวคิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบสิทธิที่อาจกระทบต่อการเข้าถึงบริการของประชาชน
รายละเอียดเพิ่มเติม
โดยย้ำว่าบัตรทองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยมี นพ.ศักดา อัลภาชน์ และนพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว นายภัทรพล กล่าวว่า ขอประท้วงแนวคิดจากกลุ่มที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชนนั้น ไม่ใช่แต่มาแอบอ้างได้นำข้อเสนอการแก้ไขรูปแบบวิธีการใช้บัตร 30 บาท รักษาทุกโรค
ทุกรูปแบบ เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง พวกเราประชาชนคนที่มีรายได้น้อยและเป็นคนรากหญ้า เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ขอประท้วงในการแก้ไขบัตรทุกรูปแบบทุกกรณี “แบบเก่าดีอยู่แล้ว เพราะ
สถานการณ์ล่าสุด
กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่หลักเรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชน ให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้ถ้วนหน้าโดยรัฐรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด
เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนซึ่งถือว่าเป็นสวัสดิการที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง” นายภัทรพล กล่าว นายภัทรพล กล่าวว่า จะแก้ไขใดๆ
และเงื่อนไขต่างๆ ที่กล่าวอ้างมาแล้ว ตามหลักเดิมของบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ขอประท้วงคนที่อ้าง ที่มาทำร้ายหรือรังแกคนที่มีรายได้น้อย
มุมมองและผลกระทบ
ประชาชนที่ยากจนครึ่งประเทศเดือดร้อนหรือกำลังรังแกผู้มีรายได้น้อยและคนรากหญ้าคนยากคนจนเป็นส่วนใหญ่ กำลังเป็นฆาตกรและทำร้ายคนหมู่มากของประเทศ
“ขอประท้วงการกระทำที่ไม่เคยถามพวกเราว่ามีความเห็นอย่างไร ซึ่งประตัวแทนของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ขอเรียกร้องให้ท่านหยุดการกระทำนี้และช่วยฟังเสียงประชาชนเจ้าของบัตรเป็นตัวตั้ง
ซึ่งท่านไม่สนใจความเจ็บป่วยของประชาชนที่ไม่มีปัญญารักษาเพราะไม่มีสตางค์” นายภัทรพล กล่าว ด้าน นพ.ศักดา กล่าวว่า เบื้องต้นยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกนโยบายดังกล่าว
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
โดยจากการติดตามสถานการณ์ตามที่ปรากฏในข่าวจะเห็นได้ว่าแนวทางการดำเนินการยังคงเป็นไปตามกรอบกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีกลไกสำคัญ คือ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีการทบทวนกฎหมายทุกระยะเวลา 5 ปี ถือเป็นกระบวนการปกติในการพิจารณาปรับปรุงข้อกฎหมาย นพ.ศักดา กล่าวว่า
การทบทวนดังกล่าวจะพิจารณาจากการนำกฎหมายไปใช้จริง ว่ามีประเด็นข้อจำกัดหรืออุปสรรคในส่วนใดบ้างและจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน
เพื่อนำข้อเสนอแนะไปสู่กระบวนการปรับปรุงแก้ไขต่อไป ซึ่งถือเป็นกลไกที่เหมาะสมในการพัฒนาให้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น “เชื่อว่าการดำเนินการต่างๆ
มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ควรมีความกังวล โดยทีมงานที…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



