กรมคุมประพฤติ ลุยแบ่ง 3 สี คุมเข้ม กลุ่มเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ 4.3 พันราย อุดช่องโหว่ก่อเหตุซ้ำ
อัปเดตเมื่อ: 12 สิงหาคม 2569 เวลา 12:29อ่าน 3 นาที

กรมคุมประพฤติ ลุยแบ่ง 3 สี คุมเข้มกลุ่มเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ 4,333 ราย อุดช่องโหว่ก่อเหตุซ้ำ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยถึงกรณีที่ นายฑณา
ประเด็นสำคัญ
เกิดทอง หรือป๋อง ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์พ้นโทษออกมาแล้วก่อคดีรุนแรงซ้ำ แม้จะอยู่ในมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษจากคำสั่งศาล ภายใต้
พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC ว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีผู้ต้องขังพ้นโทษที่ถูกศาลมีคำสั่งเฝ้าระวัง
รายละเอียดเพิ่มเติม
จำนวนทั้งสิ้น 4,333 ราย ซึ่งไม่สามารถสันนิษฐานล่วงหน้าได้ว่าจะมีกี่รายในจำนวนดังกล่าว ไปก่อเหตุกระทำ ความผิดซ้ำ หรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีของนาย ฑณา หรือป๋อง แม้ว่า
ศาลจะมีคำสั่งให้เฝ้าระวังหลังพ้นโทษ เป็นระยะเวลา 2 เดือน คือ ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง และให้รายงานตัวทุก 3 เดือน แต่ในข้อเท็จจริงหลังจากนั้นก็พบว่าในเวลาไม่ถึงเดือน
ผู้ถูกเฝ้าระวังกลับไปก่อเหตุฆาตกรรมถึง 5 ศพ ดังนั้น สาระสำคัญและช่องโหว่จึงอยู่ที่ห้วงเวลาก่อนการรายงานตัวครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นนั้น เราควรรู้ว่าในระหว่างนี้
สถานการณ์ล่าสุด
ผู้ถูกเฝ้าระวังได้มีกิจวัตร หรือไปทำอะไร ประกอบอาชีพที่ไหนบ้าง นอกจากนี้ ตนมองว่าการประเมินความเสี่ยงของราชทัณฑ์สำหรับผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง
โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ต้องขังเหลือโทษ 6 เดือน – 1 ปี เพื่อเตรียมพ้นโทษ ว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงน้อยต่อการกระทำความผิดซ้ำ
อาจยังไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปและตอบโจทย์ได้ทันทีว่าเมื่อเขาพ้นโทษไปแล้ว จะมีความเสี่ยงน้อยตลอดไปหรือไม่
มุมมองและผลกระทบ
เพราะในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษของผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง จะเป็นการใช้ดุลพินิจของศาล
ซึ่งศาลจะพิจารณาจากรายงานการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่คณะกรรมการระดับเรือนจำ ตามด้วยรายงานความเห็นของคณะกรรมการตามมาตรา 16 (คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ)
ทั้งนี้ การที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ต้องขังถูกใช้มาตรการใดหลังพ้นโทษ ก็ย่อมเป็นสัดส่วนที่ต้องเหมาะสมกับพฤติกรรม และสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกเฝ้าระวังด้วย
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เพราะอย่างไรแล้วเขาก็ได้รับโทษตามอัตราโทษเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเป็นผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงที่จะต้องพ้นโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ
กระบวนการยุติธรรมจึงมองเห็นในเรื่องของความปลอดภัยของสังคมและชุมชนที่ผู้ถูกเฝ้าระวังจะไปพำนักอาศัย จึงต้องยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ
แต่มันจะเป็นผลดีกับตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเองด้วย เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของคนในสังคม ว่าคุณจะไม่เสี่ยงกลับไปกระทำความผิดซ้ำ ร.ต.อ.ปิยะ เปิดเผยอีกว่า เนื่องด้วยปัจจุบัน
กรมคุมประพฤติมีสถิติจำนวนผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาล ให้มีมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ จำนวน 4,333 ราย ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเข้มงวด
ระหว่างนี้เราจึงได้ทบทวนถึงคดีล่าสุดที่เกิดขึ้น และได้แนวทางเพื่อจัดทำระบบและกระบวนการมาช่วยเพิ่มเติม เพื่อ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



