‘ส.บ.ม.ท.’ เผย 286 ร.ร.เล็กไร้เด็ก กว่าหมื่นแห่งมีนักเรียน 10-20 คน แนะทำสคูลแมพปิ้ง
อัปเดตเมื่อ: 24 สิงหาคม 2569 เวลา 12:04อ่าน 3 นาที

‘ส.บ.ม.ท.’ เผย 286 ร.ร.เล็กไร้เด็ก กว่าหมื่นแห่งมีนักเรียน 10-20 คน แนะทำสคูลแมพปิ้ง นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กลับไปจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นรูปธรรม
มีเป้าหมาย และมีกรอบเวลาชัดเจน นั้น ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้วางแนวทางการดำเนินงานออกเป็นทั้งแผนเร่งด่วน แผนระยะกลาง
รายละเอียดเพิ่มเติม
และแผนระยะยาว เพื่อให้การบริหารจัดการสถานศึกษาเป็นไปอย่างเหมาะสมกับจำนวนผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและคุณภาพการศึกษาของนักเรียนเป็นสำคัญ
นายณรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนเร่งด่วน จะมุ่งไปที่กลุ่มโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนในโรงเรียนแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 286 โรงเรียนทั่วประเทศ
โดยโรงเรียนกลุ่มดังกล่าวถือเป็นสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการเข้าสู่กระบวนการยุบเลิก เนื่องจากไม่มีผู้เรียนอยู่ในระบบแล้ว แต่การดำเนินการยังต้องเป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบทางกฎหมาย
สถานการณ์ล่าสุด
ไม่สามารถสั่งยุบได้ทันทีโดยปราศจากการรับฟังความคิดเห็น หรือประชาพิจารณ์ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดผลกระทบต่อชุมชน “ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียนอยู่จำนวนไม่มาก
จะเข้าสู่แผนระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนประมาณ 10-20 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10,000 โรงเรียนทั่วประเทศ
ปัญหาของโรงเรียนกลุ่มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องจำนวนเด็กที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างการบริหารจัดการ ทั้งจำนวนครู บุคลากร งบประมาณ และการจัดการเรียนการสอน
มุมมองและผลกระทบ
เพราะเมื่อจำนวนนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบางแห่งอาจเหลือครูเพียงไม่กี่คน ขณะที่อาคารและสิ่งก่อสร้างยังคงต้องใช้งบประมาณในการดูแลรักษา ซึ่งแนวทางสำคัญที่จะนำมาใช้คือ School
Mapping หรือการจัดทำแผนที่การศึกษา เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าในแต่ละพื้นที่มีโรงเรียนตั้งอยู่บริเวณใด มีจำนวนนักเรียนเท่าใด โรงเรียนใดมีแนวโน้มเด็กเพิ่มหรือลดลง
และโรงเรียนแต่ละแห่งอยู่ห่างกันมากน้อยเพียงใด จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าควรบริหารจัดการอย่างไร โดยโรงเรียนที่อยู่ใกล้กันและมีจำนวนนักเรียนลดลง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
อาจพิจารณานำมาควบรวมให้เด็กไปเรียนร่วมกันในโรงเรียนศูนย์กลาง ซึ่งการควบรวมโรงเรียนไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการลดโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือ
การนำทรัพยากรที่มีอยู่มารวมกัน เพื่อสร้างโรงเรียนศูนย์กลางที่มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งด้านจำนวนครู ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยี และสื่อการเรียนรู้
ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม” นายณรินทร์ กล่าว นายณรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับในกรณีที่มีการควบรวม จะต้องเตรียมมาตรการรองรับนักเรียนอย่างเป็นระบบ
ทั้งเรื่อง งบประมาณรายหัว รถรับ-ส่งนักเรียน…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



