สรรเพชญ ดันรถไฟสายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง วงเงิน 2.7 หมื่นล. เผย รฟท.ชง EIA คาดประมูลปี70
อัปเดตเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2569 เวลา 11:55อ่าน 3 นาที

สรรเพชญ ดันรถไฟสายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง วงเงิน 2.7 หมื่นล. เผย รฟท.ชง EIA คาดประมูลปี70 วันนี้ (29 ก.ค. 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
กล่าวถึงการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง เพื่อเติมเต็มจุดเชื่อมสำคัญ (Missing Link) ของโครงข่ายระบบรางไทย ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
รายละเอียดเพิ่มเติม
ว่าวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จากการลงทุนเป็นรายโครงการ สู่การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั้งระบบให้ทำงานร่วมกัน ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน
และด่านชายแดน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในยุคปัจจุบัน คือ
การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศลงทุนไว้แล้วให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดต่อเศรษฐกิจ การเดินทาง และการขนส่งสินค้า โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่
สถานการณ์ล่าสุด
ชุมพร-ท่าเรือระนอง จึงเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมของประเทศ เพราะเป็นจุดเชื่อมที่ยังขาดอยู่ของระบบรางไทย
ทำให้โครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันได้เป็นครั้งแรก โครงการดังกล่าวมีระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร วงเงินลงทุนกว่า 27,000 ล้านบาท
แม้จะเป็นเส้นทางระยะสั้นเมื่อเทียบกับโครงการรถไฟสายหลักทั่วประเทศ แต่ถือเป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
มุมมองและผลกระทบ
เพราะจะทำให้การลงทุนด้านระบบรางที่ประเทศไทยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สามารถทำงานเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายเดียวอย่างสมบูรณ์
เปรียบเสมือนการเติมเต็มชิ้นส่วนสุดท้ายของจิ๊กซอว์ ที่ทำให้ระบบคมนาคมของประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นายสรรเพชญ กล่าวว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ สินค้าจากภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะสามารถขนส่งทางรางตรงสู่ท่าเรือระนองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปใช้รถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ลดระยะเวลาการขนส่ง เพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ โครงการยังทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกในการเชื่อมโยงการค้าทั้งฝั่งอ่าวไทย
และฝั่งอันดามัน โดยโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศจะสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือสำคัญฝั่งอ่าวไทย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด ได้เช่นเดิม ขณะเดียวกัน
จะสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง ซึ่งเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงการค้ากับประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา
รองรับการขยายตัวของการค้าโลกในอนาคต และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์ไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก นายสรรเพชญ กล่าวว่า ความสำคัญของโครงการนี้ คือ การยกระด…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



