อนุทิน–เอกนิติ ยังไม่พอใจ เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% นายกฯ ชี้ ต้องโตได้มากกว่านี้
อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:15อ่าน 3 นาที

อนุทิน–เอกนิติ ยังไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% นายกฯ ชี้เศรษฐกิจ “โอเค” แต่โตได้มากกว่านี้ พร้อมบอก “ยิ่งกว่าพอใจ” ทีมเศรษฐกิจ ด้านคลังกางวิกฤต 3 ระลอก
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
พลังงาน ค่าครองชีพ กำลังซื้อ ชูนโยบายประคอง เปลี่ยนผ่านพลังงาน และลงทุนสร้างอนาคตประเทศ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 17 สิงหาคม 2569
ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
รายละเอียดเพิ่มเติม
ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2%
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ “ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ
ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 5 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า พอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่
สถานการณ์ล่าสุด
นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก” เมื่อถาม นายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่ายังไม่พอใจ
เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น
และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้ นายเอกนิติ กล่าวว่า
มุมมองและผลกระทบ
ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)
ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจซึ่งในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”
ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน นายเอกนิติ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
กล่าวว่า จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอก ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น
และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง
จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน 2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



