‘อนุทิน–เอกนิติ’ ยังไม่พอใจเศรษฐกิจไทยโต 2.2% เพราะอยากให้โตกว่านี้
อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:34อ่าน 3 นาที

18 ส.ค.2569- ที่ออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อเวลา 23.00 น. วันที่
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ถึงกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายกรัฐมนตรี
กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ “ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ
รายละเอียดเพิ่มเติม
ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4, 5 ,6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก” เมื่อถามนายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2%
หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่พอใจ
สถานการณ์ล่าสุด
เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น
และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้ นายเอกนิติ กล่าวว่า
ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)
มุมมองและผลกระทบ
ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจซึ่งในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน
และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า
จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอกของประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง
จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน 2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบในไตรมาสแรกเป็นบวก 2.7%
ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และ 3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง
โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



