จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงถึงตายใน จชต. ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมากว่า 22 ปีได้อย่างไร?
อัปเดตเมื่อ: 16 สิงหาคม 2569 เวลา 14:00อ่าน 3 นาที

• คงไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะตอบปัญหาความรุนแรงใน จชต.ได้เพียงฝ่ายเดียว แต่กระนั้นเราก็ควรเงี่ยหูฟังเสียงที่แว่วมากับสายลม (Blowin’ in the Wind) •
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เมื่อได้รับโจทย์ความรุนแรงนี้จากพัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ ผมก็พยายามทำการบ้าน หลังจากที่เหินห่างกับปัญหา จชต. มาหลายปี โดยได้โทรศัพท์ไปคุยกับคนหลายคนที่คลุกคลีกับปัญหาอยู่ในพื้นที่ •
ข้อค้นพบก็คือ ปัญหาได้คลี่คลายไปบ้างแล้ว แต่ทางออกระยะยาวยังมืดมน ส่วนระยะสั้น ต่างฝ่าย (ฝ่ายความมั่นคงกับฝ่ายขบวนการ) ต่างโทษกันเหมือนเดิมว่า อีกฝ่ายเป็นต้นเหตุความรุนแรง •
รายละเอียดเพิ่มเติม
ผมหยิบหนังสือชื่อ “กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด” นวนิยายที่ ศิริวร แก้วกาญจน์เขียนและตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2549 สองปีหลังการปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง –
สองปีหลังการจับกุมและขนย้ายผู้ที่ชุมนุมกันที่อำเภอตากใบ โดยมัดมือไขว้หลังและขนส่งไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จนมีผู้เสียชีวิตราว 80 ราย ผู้เขียนออกตัวว่าตัวละครในนวนินายเรื่องนี้
ล้วนแล้วแต่สมมุติขึ้น แต่บรรยากาศความหวาดกลัว ความหวาดระแวง ความไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ที่เกิดขึ้นในปี 2549 จนยกระดับถึงขั้นความรุนแรงสูงที่สุดในปี 2550 นั้น
สถานการณ์ล่าสุด
เป็นการจินตนาการขึ้นจากบรรยากาศที่ผู้เขียนนวนิยายรู้สึกได้จริง และสะท้อนความสับสนของตัวละครในท้องเรื่อง เช่น โต๊ะครูมะเต็ง ยาลี
ผู้รับหน้าที่นำละหมาดแทนโต๊ะอิหม่ามที่ถูกยิงตายที่หน้ามัสยิดของตน กล่าวว่า “ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงรู้ก็พูดไม่ได้ พูดไม่ถูก ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร …
ผมจึงขอดุอาห์ทุกวันศุกร์ไม่เคยเว้น ขอพรต่อองค์อัลลอฮ์อย่างเงียบๆ ให้ตันหยงบารู และสามจังหวัดชายแดนใต้ รอดพ้นจากเปลวเพลิงทุกชนิด ที่พระองค์ทรงบันดาลขึ้นในเร็ววันนี้ด้วย
มุมมองและผลกระทบ
ผมยังเชื่อมั่นว่า ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกของมันเสมอ ขอเพียงแต่ทุกฝ่ายอย่าใช้ประชาชนเป็นหุ่นเชิดของตัวเอง ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายก่อความไม่สงบ” • ยี่สิบปีผ่านไป
บรรยากาศความหวาดกลัวและความหวาดระแวงลดน้อยลง ทหารคิดว่ารู้ว่าใครเป็นใครในขบวนการและรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร ฝ่ายขบวนการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีโดยหลีกเลี่ยงการโจมตีเป้าหมายพลเรือน
และเรียนรู้ทางหนีทีไล่หลังการโจมตีเพื่อลดการสูญเสียของฝ่ายตน ชาวบ้านเคยชินในระดับหนึ่งกับสภาพความรุนแรง ส่วนใหญ่ทำมาหากินต่อไปด้วยอานิสงส์ของดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
พวกเขาพูดคุยถึงสิ่งที่ต้องการกันมากขึ้น แต่การกล่าวโทษอีกฝ่าย และการใช้ประชาชน “เป็นหุ่นเชิด” นั้น ยังเป็นยุทธวิธีเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง • ต่อไปจะสรุปความเห็นที่ได้มาโดยย่อ ดังนี้
– ตอนนี้ ฝ่ายความมั่นคงส่วนใหญ่เป็นสายเหยี่ยว ไม่ว่าจะเป็น เลขาธิการ กอ.รมน., แม่ทัพ, ฉก., ต่างเชื่อในการปราบด้วยกำลัง ส่วนนายกรัฐมนตรีคงเห็นว่า คุยสันติภาพก็คุยไป
ปราบปรามก็ปราบไป จึงไม่ได้สั่งการอะไรตรง ๆ นัก เพียงแต่มอบหมายให้รัฐมนตรีสีหศักดิ์เป็นประธานขั…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



