อดีตรองอธิบดีคุก สะท้อนปมคดี ‘ไอ้ป๋อง’ ยก 2 หลักอาชญาวิทยา ชวนคิด ‘ประหารหรือขังลืม’
อัปเดตเมื่อ: 2 สิงหาคม 2569 เวลา 16:22อ่าน 3 นาที

อดีตรองอธิบดีคุก สะท้อนปมคดี ‘ไอ้ป๋อง’ ยก2 หลัก อาชญาวิทยา ชวนคิด ‘ประหารหรือขังลืม’ จี้อุดช่องโหว่ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายกฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดี
ประเด็นสำคัญ
กรมราชทัณฑ์ และอดีตผบ.เรือนจำพิเศษกทม.ได้โพส โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว สะท้อนใจคดี “ไอ้ป๋อง” ก่อเหตุฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย ชี้กระแสสังคมเรียกร้องโทษประหารอาจล้มเหลวในทางปฏิบัติ
เนื่องจากกระบวนการลากยาวจนขาดผลข่มขู่ พร้อมตั้งคำถามถึงช่องโหว่กฎหมายที่ปล่อยให้อาชญากรหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำ เสนอทางออกอุดรอยรั่วด้วยการคุมขังไว้ในเรือนจำจนสิ้นอายุขัย โดยระบุว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
จากกรณีเกิดเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ที่ไอ้ป๋อง อดีตนักโทษ ประทุษร้าย2 พี่น้องนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเสียชีวิต ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รับโทษประหารชีวิต
ผู้คนในสังคมออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย อันดับแรก ต้องมาดูเจตนารมย์ของการประหารชีวิตก่อน วัตถุประสงค์ในการประหารชีวิตมี 2 ประการหลักๆคือ 1.
การกำจัดอาชญากรที่ก่อเหตุออกไปจากสังคมโดยถาวร 2. เป็นการข่มขู่ยับยั้ง ไม่ให้เกิดอาชญากรรายใหม่ โดยใช้อัตราความรุนแรงของโทษ เป็นเครื่องมือ จากการศึกษาพบว่า ข้อดีของการประหารชีวิต
สถานการณ์ล่าสุด
คือประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องใช้ทรัพยากรของรัฐมาเลี้ยงดูแลอาชญากรเป็นระยะยาวนาน สามารถข่มขู่ยับยั้งการเกิดอาชญากรรมรายใหม่ได้ระดับหนึ่ง
แต่ย้ำว่าการข่มขู่ยับยั้งนั้นจะได้ผลหากการประหารชีวิตทำขณะเหล็กกำลังร้อน สังคมยังอยู่ในภาวะตระหนกต่อผลจากการก่ออาชญากรรมนั้น แต่จะไม่ได้ผลเลย
หากการประหารชีวิตมีขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านเป็นเวลานานจนผู้คนลืมเหตุการณ์นั้นแล้ว สมัยที่เมืองไทยมีรัฐบาลจากคณะปฏิวัติ ได้มีการออกกฎหมายพิเศษให้หัวหน้าคณะปฏิวัติ
มุมมองและผลกระทบ
มีอำนาจสั่งลงโทษประหารชีวิตอาชญากรได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลตามปกติ ยุคนั้นจึงมีการยิงเป้าจริง ตายจริง ข่มขู่ยับยั้งการกระผิดได้จริง ทำให้สังคมสงบเรียบร้อย
อาชญากรหดหัวอยู่ในกระดองไม่กล้าก่อเหตุ แบบนี้เรียกว่าบรรลุเจตนารมณ์ ของการประหารชีวิตโดยสมบูรณ์แบบ ทั้งการกำจัดตัวอาชญากรออกจากสังคม และการข่มขู่ยับยั้งอาชญากรรายใหม่
แต่เมื่อหมดยุครัฐบาลเผด็จการ เข้าสู่ระบบการเมืองปกติ กระบวนการพิจารณาคดี ก็จะเป็นไปตามครรลองปกติ การพิจารณาลงโทษประหารชีวิตอาชญากร อาจลากยาวไปจนถึงชัั้นศาลฎีกา ซึ่งใช้เวลายาวนาน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และเมื่อคดีถึงที่สุดให้ประหารชีวิต ตัวจำเลยเองก็มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการทูลการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นพระอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ซึ่งจะเป็นไปตามพระราชวินิจฉัย ดังนั้น อาชญากรส่วนหนึ่ง จะรอดประหารในขั้นตอนนี้ แต่ก็มีบางราย ที่พระมหากษัตริย์ทรงยกฎีกา
หมายถึงทรงมีพระราชวินิจฉัยแล้วไม่รับการขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษเด็ดขาดรายนั้น กรมราชทัณฑ์จึงจะดำเนินการประหารชีวิต ขั้นตอนยิ่งรอบคอบ การใช้เวลายิ่งยาวนาน
ถึงจะมีการประหารชีวิตจริง แต่สังคมอาจจะลืมเหตุการณ์อาชญากรรมครั้งนั้นไปแล้ว เพราะเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปนานหลา…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



