‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านบาท
อัปเดตเมื่อ: 2 สิงหาคม 2569 เวลา 12:12อ่าน 3 นาที

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้วกว่า 26 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ 1.19 ล้านร้าน 2 สิงหาคม 2569 –
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ติดตามผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างใกล้ชิด
ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคับประคองกำลังซื้อ
รายละเอียดเพิ่มเติม
โดยล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการครบ 2 เดือนเต็ม พบว่าโครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นอย่างดี
มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 86,442.6 ล้านบาท รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย
และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จำนวน 977,059 ร้าน
สถานการณ์ล่าสุด
และร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด
สะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการชำระเงินและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในด้านการใช้จ่าย มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 86,442.6 ล้านบาท
โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด
มุมมองและผลกระทบ
ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 3.4 นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการได้กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายเล็ก
ซึ่งได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รูปแบบการร่วมจ่ายในสัดส่วน รัฐร้อยละ 60 และประชาชนร้อยละ 40
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากกว่างบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุน และช่วยรักษาระดับการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว นอกจากนี้
รัฐบาลยังมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่อง และยอดขาย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการ
รวมถึงสร้างข้อมูลทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้จนถึงวันที่ 30
กันยายน 2569 โดยภาครัฐ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



