เอกชน ห่วงเงินกู้ 2 แสนล้านติดโซลาร์ใช้ไม่หมด จี้รัฐเช็กกำลังผลิต-ผู้ติดตั้ง หวั่นเงินพร้อมแต่ทำจริงไม่ได้
อัปเดตเมื่อ: 25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:54อ่าน 3 นาที

เอกชน ห่วงเงินกู้ 2 แสนล้านติดโซลาร์ใช้ไม่หมด จี้รัฐเช็กกำลังผลิต-ผู้ติดตั้ง หวั่นเงินพร้อมแต่ทำจริงไม่ได้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน เปิดเผยถึงการจัดงานสัมมนา “เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” ในวันที่ 26
สิงหาคม 2569 ของเครือมติชน ว่า มีความสนใจแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือน ซึ่งมีการเตรียมวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท
รายละเอียดเพิ่มเติม
นั้นว่ารัฐจะสามารถผลักดันให้เกิดการติดตั้งได้จริงตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะนอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังต้องพิจารณาความพร้อมของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ติดตั้ง
และกำลังการผลิตที่มีอยู่ในประเทศ นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์ โดยเฉพาะอินเวอร์เตอร์ ยังมีข้อจำกัด
หากรัฐบาลกำหนดเป้าหมายการติดตั้งในระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องตอบให้ได้ว่าผู้ผลิตในประเทศสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันหรือไม่
สถานการณ์ล่าสุด
รวมถึงมีบริษัทติดตั้งจำนวนมากเพียงพอที่จะรองรับโครงการหรือไม่ เพราะหากเงินงบประมาณพร้อม แต่ผู้ผลิตและผู้ติดตั้งไม่สามารถรองรับปริมาณงานได้
ก็อาจทำให้มาตรการไม่สามารถเบิกจ่ายหรือนำเงินไปใช้ได้เต็มจำนวน “ผมอยากรู้มากเลยว่าแนวทางการเปลี่ยนผ่านนโยบายที่บอกว่าจะช่วยเรื่องโซลาร์ครัวเรือน นั้นจะทำอย่างไร
เพราะปัจจุบันผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ทั้งประเทศผลิตได้ประมาณ 700 เมกะวัตต์ต่อปี แล้วถ้าจะเพิ่มเป้าหมายขึ้นไปอีก ผู้ผลิตมีพอหรือยัง ผู้ติดตั้งมีเยอะพอหรือยัง กลัวอย่างเดียวคือเอาเงิน
มุมมองและผลกระทบ
200,000 ล้านบาทของงบประมาณมาแล้วเก็บไม่หมด” นายตรีรัตน์กล่าว นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ก่อนเดินหน้ามาตรการควรมีการประเมินกำลังการผลิตของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดอย่างชัดเจน
ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ อุปกรณ์ประกอบ ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงบริษัทผู้ติดตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับความต้องการที่จะเกิดขึ้นได้จริง
เพราะหัวใจสำคัญของนโยบายไม่ใช่เพียงการตั้งวงเงินหรือกำหนดจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับสิทธิ แต่ต้องทำให้เงินดังกล่าวเปลี่ยนเป็นการติดตั้งจริง เกิดการลดค่าไฟให้ประชาชน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และสร้างการลงทุนในระบบพลังงานได้ตามเป้าหมาย นายตรีรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐเตรียมวงเงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ตรวจสอบข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและกำลังติดตั้งอย่างรอบด้าน
อาจเกิดปัญหาเงินงบประมาณเหลือใช้ไม่หมด และต้องนำไปปรับเปลี่ยนใช้ในด้านอื่นแทน ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มโครงการ คือการตอบให้ได้ว่า “เงินพร้อมแล้ว
แล้วคนทำพร้อมหรือยัง” เพื่อให้มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงมีงบประมาณจำนวนมากอยู่ในแผนเท่านั้น
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



