สั่งคลินิกเสริมความงามดัง จ่าย 2 หมื่น ศาลชี้โฆษณารักษาสิวเกินจริง อ้างเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่ไม่ใช่
อัปเดตเมื่อ: 6 สิงหาคม 2569 เวลา 12:25อ่าน 3 นาที

ศาลแพ่งสั่งคลินิกเสริมความงามดัง โฆษณาเกินจริง อ้างเป็นแพทย์เชี่ยวชาญใช้สเต็มเซลล์จากเลือดรักษาหลุมสิว จ่ายค่าเสียหาย 2 หมื่นบาท ด้านผู้เสียหายเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อ เมื่อวันที่ 6
ประเด็นสำคัญ
สิงหาคม ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมผ่านมา ศาลแพ่งแผนกคดีผู้บริโภคอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ผบ.28/2569 ที่ น.ส.วรรษา เพชรแสง เป็นโจทก์
ยื่นฟ้อง แพทย์หญิงจุฬาภัณฑ์ ราชวงษ์ หรือหมอแนท เจ้าของสถานพยาบาล ดร.แนท คลินิค และบริษัท เอสเธติค คอนเซ็ปท์ จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-2 เรียกค่าเสียหาย และคืนเงิน
รายละเอียดเพิ่มเติม
กรณีโฆษณาเกินจริงเกี่ยวกับการรักษาหลุมสิว โดยอ้างว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหลุมสิว อ้างว่ารักษาแล้วหายขาด ไร้รอยแผล ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่จำเลยที่ 2
โฆษณาว่าเทคนิคของจำเลยที่ 1 จดสิทธิบัตรที่แรกของประเทศไทย นั้น แม้เป็นการอวดอ้างที่เกินเลยไปบ้าง
แต่ไม่เป็นข้อสาระสำคัญถึงขนาดทำให้บุคคลนำไปใช้เป็นเหตุผลโดยตรงในการตัดสินใจเลือกใช้บริการของจำเลยทั้งสอง และที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเทคนิคศัลยกรรมหลุมสิวแบบไร้แผล
สถานการณ์ล่าสุด
สร้างผิวใหม่เหมือนผิวเด็กในผิวเรียบเนียมที่ถาวร วิธีนี้จะทำให้ได้ผิวใหม่ไปตลอดชีวิต เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วการทำหัตถการย่อมก่อให้เกิดบาดแผล เช่นเดียวกับผิวหนัง รวมทั้งอวัยวะต่างๆ
ของมนุษย์ ย่อมต้องแปรเปลี่ยนเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา หาความมั่นคงถาวรมิได้ วิญญูชนโดยทั่วไปย่อมทราบและเข้าใจกฎเกณฑ์ตามธรรมชาตินี้
และย่อมทราบว่าคำโฆษณาในทำนองนี้ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้ ฉะนั้น คำโฆษณาทั้งสองส่วนดังกล่าวย่อมไม่เป็นการหลอกลวงโดยการโฆษณา และถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
มุมมองและผลกระทบ
แต่กรณีที่จำเลยที่ 2 โฆษณาอวดอ้างต่อโจทก์ว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการทำศัลยกรรมหลุมสิวและรอยแผลเป็น เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 โฆษณาอวดอ้างต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1
เป็นแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง เพราะจำเลยที่ 1 เป็นเพียงแพทย์ทั่วไปเท่านั้น ในส่วนประเด็นสเต็มเซลล์ ตามคำฟ้องและคำเบิกความโจทก์ยืนยันชัดเจน
เจือสมกับบทสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองรับฟังได้ว่า พนักงานของจำเลยที่ 2 เสนอขายโปรแกรมสเต็มเซลล์จากเลือด แบบ 50 เท่า ให้แก่โจทก์จริง โดยจำเลยทั้งสองนำสืบไปทำนองว่า
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
พนักงานของจำเลยที่ 2 นำเลือดของโจทก์ไปปั่นแยกเพื่อคัดเอาพลาสมา แล้วนำมาฉีดกลับเข้าไปที่หลุมสิวบนใบหน้าเท่านั้น
ซึ่งคำเบิกความนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโจทก์เบิกความไว้ว่ายังไม่มีนักวิชาการแพทย์ยืนยันวิธี PRP หรือพลาสมา (Plasma) ที่จำเลยที่ 1 ฉีดให้แก่โจทก์ ที่จะได้ผลเช่นเดียวกับสเต็มเซลล์ ดังนั้น
การโฆษณาของจำเลยที่ 2 ในทำนองจำเลยที่ 1 เป็นแพทย์เฉพาะทางก็ดี ประเด็นสเต็มเซลล์ก็ดี การโฆษณาทั้งสองส่วนดังกล่าวจึงเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ประกอบกับพฤติการณ์ของพนักงานของจำเลยที่ 2
แนะนำสเต็มเซลล์จากเลือดให้แก่โจทก์ ล้วนเป็นข้อสนับสนุน เจตนาของจำเลยที่ 2 มุ่งหวังผลประโยชน์ในทางธุรกิจผ่านการโฆษณาอันเป็นเท็จ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



