สาวไทยถูกแจ้ง 2 ข้อหา ขนซองกาแฟยัดไอซ์เข้าญี่ปุ่น รองเลขาปปส. ชี้ อาจมีโทษถึงคุกตลอดชีวิต
อัปเดตเมื่อ: 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 14:26อ่าน 3 นาที

โฆษก ป.ป.ส. เผยกรณีสาวไทย อาชีพรับหิ้วถูกญี่ปุ่นจับกุมคาสนามบิน หลังพบซองกาแฟยัดไส้ไอซ์ ล่าสุดถูกตั้ง 2 ข้อหาหนัก อาจโดนโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม จากกรณีที่
ประเด็นสำคัญ
พ่อแม่ร้องเรียนว่า หญิงสาววัย 28 ปี รับจ้างหิ้วของในคนไทยที่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น ก่อนเจ้าหน้าที่ค้นเจอสัมภาระ ซุกยาไอซ์ในซองกาแฟ จึงถูกควบคุมตัว และแจ้งข้อหานำเข้ายาเสพติด (ยาไอซ์)
โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม เวลา 07.00 น.ที่ผ่านมา พร้อมให้หน่วยงานช่วยตรวจสอบคนที่ฝากหิ้วของ เชื่อว่าเป็นขบวนการ อย่างไรก็ตามครอบครัวยอมรับว่าลูกสาวไม่รอบคอบ ล่าสุด
รายละเอียดเพิ่มเติม
นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยว่า สำหรับขั้นตอนดำเนินคดีของประเทศญี่ปุ่นจะมีความแตกต่างจากหลายประเทศ
โดยเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันชนิดและปริมาณยาเสพติดที่แท้จริงก่อน อย่างไรก็ดี เบื้องต้น ป.ป.ส. ทราบเพียงว่าพบไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟ
แต่ยังไม่ทราบปริมาณที่แน่ชัด หากผลสอบสวนพบว่าเป็นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดเพื่อการค้า จะมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต แต่ศาลญี่ปุ่นจะพิจารณาลงโทษตามพฤติการณ์แห่งคดี ซึ่งคดีลักษณะนี้
สถานการณ์ล่าสุด
มักได้รับโทษจำคุกประมาณ 5-10 ปี โดยขณะนี้ทางการญี่ปุ่นได้ประสานเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับหญิงไทยรายดังกล่าว 2 ข้อหา ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทไอซ์
และความผิดตามกฎหมายศุลกากร “ปัจจุบันหญิงไทยยังอยู่ระหว่างการควบคุมตัวของตำรวจญี่ปุ่น และถูกนำตัวฝากขังไว้กับอัยการตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.69 และจะครบกำหนดฝากขังในวันที่ 2 ส.ค.69
แต่เนื่องด้วยตรงกับวันเสาร์ จึงเลื่อนมาเป็นวันที่ 31 ก.ค.69 โดยอัยการญี่ปุ่นจะพิจารณาว่าจะมีคำสั่งฟ้องคดีหรือไม่ ทั้งนี้ หากถูกอัยการญี่ปุ่นสั่งฟ้อง
มุมมองและผลกระทบ
หญิงไทยจะถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาคดีภายใน 2 เดือน จึงจะรู้คำตัดสินคดี แต่หากอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น ผู้ต้องหาจะถูกผลักดันออกนอกประเทศและเดินทางกลับประเทศไทยได้ทันที”
นางสาวอารีภักดิ์เปิดเผยอีกว่า ทาง ป.ป.ส. ได้รับการประสานข้อมูลจากตำรวจญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามีความร่วมมือระหว่างกัน
โดยทางการญี่ปุ่นได้แจ้งข้อมูลการเดินทางของหญิงไทยรายดังกล่าว ซึ่งหญิงไทยเดินทางออกจากสนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 11 ก.ค.69 และถูกจับกุมเมื่อเดินทางถึงสนามบินฟูกูโอกะในวันที่ 12
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ก.ค.69 ส่วนประเด็นที่ครอบครัวเชื่อว่าหญิงไทยเป็นเพียงผู้เสียหาย และถูกหลอกใช้นั้น ขณะนี้เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้ร่วมขบวนการ
เพราะเป็นอำนาจการสอบสวนของตำรวจญี่ปุ่น ซึ่งจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำ และตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาของพนักงานอัยการว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่
เช่นเดียวกับแนวทางที่เคยเกิดขึ้นในคดีลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ โดยส่วนกรณีที่ตอนนี้ครอบครัวยังไม่สามารถติดต่อบุตรสาวได้นั้น
ตนแนะนำให้ประสานผ่านสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



