น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน
อัปเดตเมื่อ: 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 15:20อ่าน 3 นาที

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หลังเพิ่งย่อลงไปต่ำกว่า 70 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เตือนว่าไทยไม่ควรใช้วิธีอุดหนุนราคาน้ำมัน เพราะเสี่ยงกระทบฐานะการคลังและค่าเงินบาท หากถูกผูกติดกับราคาน้ำมันโลก แนะหันไปช่วยเหลือประชาชนโดยตรงแบบเฉพาะกลุ่มแทน เมื่อวานนี้ (23
กรกฎาคม) ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว 7% ในวันเดียว กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับแต่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา สูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์
รายละเอียดเพิ่มเติม
โดยแรงส่งราคาน้ำมันรอบนี้มาจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่กลับมาอีกครั้ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง
กล่าวบนเวที CFO Annual Conference on Capital Markets 2026 ว่า จุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดคือความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
เมื่อรวมทั้งน้ำมันและก๊าซแล้วคิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP ทำให้เวลาราคาน้ำมันขึ้น ผลกระทบส่งถึงไทยรุนแรงกว่าประเทศอื่น
สถานการณ์ล่าสุด
สะท้อนผ่านตัวเลขการขาดดุลในเดือนเมษายนที่สูงเป็นประวัติการณ์ในระดับแสนล้านบาท ก่อนจะส่งต่อไปยังต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนอาหาร และเงินเฟ้อในที่สุด “นี่คือปัญหาที่มันเป็นทั้งห่วงโซ่เลย”
เขาระบุ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เมื่อประเทศเจอแรงกระแทกที่กระทบคนวงกว้าง ต้นทุนสูงขึ้นและกำลังซื้อลดลงพร้อมกัน
ทางเลือกนโยบายช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่ประเทศต่างๆ ใช้กันมี 2 แบบหลัก คือ หนึ่ง การอุดหนุนราคาน้ำมันหรือลดภาษีน้ำมัน และ สอง การช่วยเหลือประชาชนโดยตรง “ถ้าคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ
มุมมองและผลกระทบ
คุยกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ คุยกับ OECD คุยกับ IMF ข้อความเหมือนกันหมด คือ อย่าทำแบบที่ 1 อย่าลดภาษีน้ำมัน อย่าอุดหนุนราคาน้ำมัน” เหตุผลคือตราบใดที่ยังใช้กลไกอุดหนุน
เท่ากับผูกฐานะการคลังไว้กับราคาน้ำมันโดยตรง เมื่อไรที่ราคาน้ำมันขึ้น ฐานะการคลังจะตกลงทันที และเมื่อหันไปดูประเทศที่ถูกเทขายจนค่าเงินอ่อนรุนแรงในรอบนี้
ก็จะพบว่าเป็นกลุ่มที่ใช้วิธีดังกล่าว สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะนำคือแบบที่ 2 นั่นคือการตัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันกับฐานะการคลัง แล้วหันมาสนับสนุนประชาชนโดยตรง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
โดยให้ดีที่สุดคือการช่วยแบบเฉพาะกลุ่ม แนวทางที่ไทยใช้ภายใต้นโยบายของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีลักษณะใกล้เคียงกับสิงคโปร์
คือเป็นการช่วยเหลือแบบหลายชั้น (Multi-tier) โดยกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด จากนั้นจึงขยายเป็นวงกว้างผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
และเพิ่มอีกชั้นด้วยการช่วยฝั่งผู้ขาย โดยจำกัดเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่สายป่านสั้นที่สุด ดร.สันติธาร ยังชี้ให้เห็นเหตุผลที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในสื่อ
นั่นคือข้อมูลในอดีตชี้ว่าทุกครั้ง…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



