ผลสำรวจเผยคนสิงคโปร์เกือบ 1 ใน 4 ไม่คิดมีลูก ชี้ระบบเศรษฐกิจบีบให้ต้องเลือกงาน หรือ ครอบครัว อย่างใดอย่างหนึ่ง
อัปเดตเมื่อ: 22 สิงหาคม 2569 เวลา 14:43อ่าน 3 นาที

ผลสำรวจล่าสุดของ YouGov ชี้ให้เห็นคำถามที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เบื้องหลังอัตราการเกิดที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของสิงคโปร์ นั่นคือจะเกิดอะไรขึ้นหากประชากรจำนวนมากไม่ต้องการมีลูกตั้งแต่แรก
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญ ระบบเศรษฐกิจทำให้การทำงานกับการมีครอบครัวเลือกได้อย่างเดียว รัฐออกมาตรการมานาน แต่ตัวเลขยังลงต่อ ทางออกที่อาจต้องนิยามความสำเร็จใหม่ จากการสำรวจชาวสิงคโปร์อายุ 18-44
ปี จำนวน 496 คนเมื่อเดือนกรกฎาคม พบว่า 23% ระบุว่าปัจจุบันไม่มีลูกและไม่มีแผนจะมีในอนาคต ซึ่งใกล้เคียงกับผลสำรวจของ YouGov เมื่อปี 2023 ที่พบสัดส่วน 25% จากผู้ตอบ 1,023
รายละเอียดเพิ่มเติม
คนในกลุ่มอายุ 18-55 ปี ที่สะท้อนข้อจำกัดของนโยบายภาครัฐชัดเจนยิ่งกว่าคือ ผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มอายุ 18-44 ปี ถึง 30%
ระบุว่าไม่มีสิ่งใดที่รัฐบาลทำได้แล้วจะทำให้พวกเขาเต็มใจมีลูกมากขึ้น สำหรับมาตรการที่มีโอกาสจูงใจได้มากที่สุดคือการลดค่าใช้จ่ายด้านโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่ง 35%
ของผู้ตอบในกลุ่มอายุดังกล่าวระบุถึง ตามด้วยการปรับสมดุลชีวิตกับการทำงานให้ดีขึ้นผ่านนโยบายระดับชาติ และการเพิ่มเงินอุดหนุน ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างละ 31%
สถานการณ์ล่าสุด
ผลสำรวจนี้เผยแพร่ในช่วงที่นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง เตรียมประกาศแผนลดภาระของครอบครัวในการปราศรัยเนื่องในวันชาติ ระบบเศรษฐกิจทำให้การทำงานกับการมีครอบครัวเลือกได้อย่างเดียว
วินเซนต์ ชัว รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
ระบุว่าผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าการคืนเวลาและชีวิตให้ชาวสิงคโปร์นั้นสำคัญไม่แพ้การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
มุมมองและผลกระทบ
เขามองว่าระบบเศรษฐกิจของสิงคโปร์ทำให้การทำงานกับการเลี้ยงดูครอบครัวกลายเป็นสิ่งที่เลือกได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะระบบทุนนิยมสมัยใหม่เรียกร้องการดึงแรงงานออกมาให้มากที่สุด
ไม่เพียงในแง่ชั่วโมงทำงาน แต่รวมถึงสมาธิและพลังใจด้วย ขณะที่การเลี้ยงดูครอบครัวเป็นงานที่ต้องทุ่มเทอย่างหนักโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งต้องใช้ทั้งพลังใจและพลังกายมหาศาล
เขาจึงสรุปว่าในสังคมที่แข่งขันสูงเช่นนี้ ไม่เหลือแรงกายแรงใจไว้ให้ครอบครัวอีกแล้ว ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์ของ ซาฮีร์ ลาติฟ วัย 42 ปี ที่ตัดสินใจร่วมกับคู่หมั้นมาตลอด 8
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ปีว่าจะมีลูกหรือไม่ แต่ทุกครั้งบทสนทนาก็จบลงที่เดิม เขาระบุว่าทั้งคู่กังวลทั้งเรื่องเงิน เวลา และความกลัวว่าจะสูญเสียตัวตน ประกอบกับรายได้ที่ไม่แน่นอนจากงานฟรีแลนซ์
เพราะเขาเป็นครีเอเตอร์ ส่วนคู่หมั้นเป็นนักเขียน ทำให้การเป็นพ่อแม่ดูไม่เข้ากับชีวิตที่ทั้งคู่สร้างมา
ซาฮีร์เสริมว่าการหันไปทำงานประจำที่มีรายได้มั่นคงก็อาจหมายถึงการยอมสูญเสียสมดุลชีวิตกับการทำงานไปด้วย โดยเขามองว่านอกจากเรื่องเงินแล้ว
เวลาคือสิ่งที่สิงคโปร์ยังคืนให้พลเมืองได้ไม่มากพอ เพราะหากต้องการนอนหลับให้เพียงพอ วันหนึ่งก็แทบจะจบลงภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเลิกงาน
เขายังระบุว่าทุกสถานการณ์ที่ทั้งคู่เคยพิจารณาว่าจะมีลูกนั้น มักลงเอยที่การย้ายไปอยู่ต่างประเทศซึ่งแรงกดดันด้าน…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



